เมษา'12 กับหนังที่ได้ดู

posted on 05 May 2012 09:55 by seamsee in Movies
 
12/04/12 - Scream 1 (Wes Craven/ US/ 1996) - 4/5
     เอาไตรภาคมาดูซ้ำก่อนดูภาค 4 หลังจากที่เคยดูในโรงมานานมากแล้ว จำเรื่องไม่ค่อยได้แล้วด้วยแต่รู้ว่ามันดังมากและได้กลายมาเป็นแนวทางให้กับหนังสยองขวัญวัยรุ่นในยุคต่อๆมา
     สิ่งที่จำได้อย่างเดียวในภาคนี้คือบทเฉลยที่จำได้ว่าตอนดูในโรงนั้นทำเราอ้าปากค้างเพราะมันเป็นการหักมุมที่แตกต่างกับหนังหลายๆเรื่องในยุคนั้น มาดูในคราวนี้เราพบว่าสิ่งที่เป็นหัวใจของหนังเรื่องนี้(รวมไปถึงหนังชุดนี้)คือการล้อกับขนบหนังสยองขวัญทั้งหลายโดยการปะปนกันทั้งขนบที่มันเป็นอยู่และการแหกขนบนั้นแบบไม่ใยดีอย่างมีชั้นเชิงที่ทำให้ลุ้นและสนุกมากแม้จะ ดูเป็นรอบที่สองก็ตามจนมันได้กลายมาเป็นหมุดหมายแรกของหนังสยองขวัญหลายๆเรื่องในยุคต่อๆมา
 
13/04/12 - Scream 2 (Wes Craven/ US/ 1997) - 5/5
    หนึ่งปีให้หลังจากภาคแรกตัวเอกขยับจากเด็กมัธยมขึ้นไปเรียนมหาลัยและคราวนี้ หนังก็ไปไกลเดิมเพราะมันได้กลายเป็นหนังที่เอาตัวของมันเองไปล้อกับขนบหนังภาคต่ออีกที กลายเป็นการล้อทั้งตัวเองและขนบหนังเอง ไม่แค่นั้นมันยังไปล้อกับเส้นเรื่องของตัวมันเองอีกโดยการทำเป็นหนังซ้อนหนังจากเหตุการณ์ในภาคแรกเพิ่มเข้าไปอีกชั้นหนึ่ง เพลิดเพลินมากทีเดียว โดนมากๆกับฉากเปิดเรื่องที่มันเหมาะกับคนบ้าหนังอย่างเราจริงๆแถมยังอาบประเด็นผิวสีเข้ามาให้ได้คิดเล่นๆ แล้วตอนจบแม่งก็พีคฉิบหาย! สนุกมาก
 
14/04/12 - Scream 3 (Wes Craven/ US/ 2000) - 5+/5
   แล้วก็มาถึงบทสรุปของไตรภาคแรก ภาคนี้นางเอกทำงานละ ดูเหมือนว่าพัฒนาการของตัวนางเอกนั้นมันไปพ้องกับการพัฒนาแนวทางการดูหนังสยองขวัญของผู้ชมที่เริ่มต้นด้วยการดูหนังสยองเพื่อความบันเทิงในภาคแรก แล้วก็เริ่มเจาะประเด็นทางสังคมบางอย่างในภาคที่สอง ส่วนภาคนี้หนังนำไปสู่เรื่องของโปรดักชั่นซึ่งก็สะท้อนย้อนกลับไปว่ากันถึงเหตุของเหตุการณ์(และแนวทางในสองภาคแรก)อีกครั้ง กลายเป็นหนัง(ที่เราดู)ซ้อนหนัง(ภาคต่อในตัวเรื่อง)และซ้อนหนัง(ที่ตัวฆาตกรกำกับออกมาเป็นเรื่องราวในหนังที่เราดู)อีกที่ เมพมาก!!! และส่วนที่เป็นความหฤหรรษ์ที่สุดในภาคนี้คงหนีไม่พ้น Parker Posey 555+
 

15/04/12 - Scream 4 (Wes Craven/ US/ 2011) - 5++/5
    เนื่องจากหนังภาคนี้ห่างจากภาค 3 กว่าสิบปีซึ่งไอ้ระหว่าง 10ปีนั้นมันก็มีหนังวัยรุ่นสยองขวัญเกิดขึ้นมากมายเต็มไปหมด หลากหลายแนวมาก เดินตามทางหลักบ้าง เดินทางลัดบ้าง และบ้างที่กรุยทางขึ้นมาใหม่ แต่ถึงอย่างไรปริมาณของหนังแนวนี้ในช่วงเวลาที่ว่ามันก็มากเสียจนมันเฝือและดูเหมือนจะถึงทางตัน แต่มันกลับกลายเป็นวัตถุดิบชั้นดีที่ถูกนำมาใช้ในหนังภาคนี้ กัดแบบฉีดสะบัดให้เนื้อหลุดลุ่ยกันไปเลย (แค่เปิดเรื่องตบเข่าฉาดๆแล้ว) ประกอบกับการวิภาคษ์สังคม สื่อ รวมไปถึงการโหยหาชื่อเสียงที่ก้องกังวาลอยู่ในยุคสมัยใหม่

     ภาคนี้มันคือการประกาศก้องดังๆว่า "don't fuck the original! ข้านี่แหละตัวจริง!!!"

     และจากการดูหนังชุดนี้ทั้ง 4 ภาคแบบรวดเดียวจบนั้น นับได้ว่าเป็นประสบการณ์การดูหนังที่น่าจดจำมากอันหนึ่งเลยทีเดียว สุดขีดคลั่งมากๆ
 
15/04/12 - 9 1/2 Weeks (Adrian Lyne/ US/ 1986) - 4/5
   การได้ดูหนังอีโรติกที่ให้ความสำคัญกับการจัดแสงงามๆ การวางองค์ประกอบภาพสวยๆและใส่ใจกับบทหนังแบบเรื่องนี้นั้นมันช่างมีความสุขดีแท้ เราชอบการเล่าเรื่องของหนังที่เรียบง่ายบนความสัมพันธ์ของมนุษย์ที่ขึ้นชื่อเรื่องความซับซ้อน การที่หนังค่อยๆเปิดเผยด้านมืดของตัวเอกอย่างช้าๆที่ค่อยๆไปสะเทือนความสัมพันธ์ของทั้งสองจนไปแตกเอาในตอนท้ายนั้นคือจุดเด่นของหนัง แม้ฉากอีโรติกหลายๆฉากมันจะดูแฟนตาซีพอควรแต่เพราะตัวเรื่องมันส่งเราก็เลยสามารถละเมียดกับฉากเหล่านั้นได้อย่างไม่ขัดเขิน(อีกอย่างคือภาพมันสวยด้วยแหละ) คิม บาซิงเจอร์ไม่สวยแต่เซ็กซี่มาก (ชอบเธอในยุค 90 มากกว่า) ส่วนพี่รู้คนั้นหล่อขาดใจจริงๆ
 
16/04/12 - Three Colors: Blue (Krzysztof Kieslowski/ France, Poland, Switzerland/ 1993) - 4/5
   หนังในชุดอันโด่งดังของเคียรอฟสกี้ ผกก. ชาวโปแลนด์ที่นำสีและความหมายของธงชาติฝรั่งเศษมาเป็นแก่นนำของแต่ละตอน ตอนสีฟ้านี้ว่าด้วยธีมอิสรภาพ มันว่าด้วยเรื่องของจูเลียผู้สูญเสียสามีนักประพันธ์และลูกสาวไปในอุบัติเหตุทางรถยนต์ เธอพยายามจะตัดขาดทุกอย่างจากทั้งโลกและบุคคลรอบกายที่เคยเกี่ยวข้อง แต่ยิ่งเธอหนีมันเท่าไหร่สิ่งที่เธอเมินหน้าหนีนั้นมันมักจะยิ่งเข้ามาใกล้กว่าเดิม สุดท้ายแล้วเธอก็ต้องเป็นผู้พ่ายแพ้ไป หนังบอกกับเราว่าอิสรภาพที่แท้มันไม่มีอยู่จริงหรอกตราบใดที่เรายังต้องเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ต่างๆมากมายข้างกายไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง หนังภาพสวยมาก เพลงประกอบเพราะมาก บิโนชเลิศมาก และสิ่งหนึ่งที่น่าคิดต่อคือการเฟสภาพมืดในหลายๆช่วงที่จูเลียได้รับคำถามต่างๆจากคนรอบกาย(พร้อมเสียงเพลงบรรเลงขยี้บรรยากาศ) หรือนี่มันคือห้วงแห่งอิสรภาพที่กำลังจะถูกตัดให้ขาดวิ้นไป?
 
17/04/12 - Three Colors: White (Krzysztof Kieslowski/ France, Poland, Switzerland/ 1994) - 5/5
   ในทั้งสามภาคเราชอบภาคนี้มากที่สุด ตอนนี้เป็นตอนสีขาวที่ว่าด้วยความเท่าเทียม หนังใช้ความเป็นตลกร้ายในการนำเสนออันว่าด้วยเรื่องราวของ "คาโรล" ชายชาวโปแลนด์อาภัพรักผู้โดนภรรยาสาวชาวฝรั่งเศษนาม "โดมินิก" ทิ้งเหตุเพราะหลังจากแต่งงานเขาไม่สามารถมีเซ็กซ์กับเธอได้เลย แล้วหนังก็พาเราร่วมไปกับชีวิตอันขมขื่นปนขบขันของเขา มันเริ่มต้นจากจุดที่ต่ำที่สุดแล้วค่อยๆทะยานขึ้นไปสู่จุดที่สูงขึ้น ไปสู่ ณ จุดที่เราสามารถเป็นผู้เลือกได้อันเป็นความ "เท่าเทียม" ที่ทุกคนพึงมี และก็เชกเช่นเดียวกับ Blue หนังบอกให้เห็นถึงด้านสะท้อนของมันที่ความสุขมักไม่เกิดขึ้นเสมอไปหรอก อาจเพราะระหว่างเส้นทางที่เดินไปนั้นเราจำเป็นต้องแลกด้วยอะไรหลากหลายสิ่ง...หนังภาพสวยดนตรีเพราะเช่นเดิม ฉากจบทำเอาสะอึกทีเดียว เสียดายที่เดลฟี่มีบทน้อยไปหน่อย (นี่เป็นภาคเดียวที่เน้นตัวละครหลักเป็นผู้ชาย)
 
17/04/12 - Three Colors: Red (Krzysztof Kieslowski/ France, Poland, Switzerland/ 1994) - 5/5
     ตอนสุดท้ายของไตรภาคใช้ธีมสีแดงที่ว่าด้วยเรื่องของภราดรภาพ เราชอบการเล่าเรื่องในตอนนี้ที่เป็นเรื่องคู่ขนานล้อกันไประหว่างนักศึกษานางแบบสาวกับทนายเกษียรอายุและทนายหนุ่มรูปงามกับคนรักเทพธิดาพยากรณ์สภาพอากาศทางโทรศัพท์ที่เส้นเรื่องของทั้งสองคู่ค่อยๆเลือนเข้าหากันจนผู้ชมแยกกันไม่ออก มันเก๋มากและเนียบมาก ภราดรภาพในเรื่องน่าจะคือความสัมพันธ์ของทั้งคู่ต่อผู้คนรอบข้าง ตอนจบถือเป็นการรวมความหมายของสีทั้งสามบนธงชาติฝรั่งเศสไว้ด้วยกัน อุบัติเหตุทางเรือในท้ายเรื่องนั้นอาจคือภาพแทนของการปฏฺวัติฝรั่งเศส อันถือเป็นการจบไตรภาคที่สมบูรณ์แบบมากๆ
     พอดูจบทั้งไตรภาคแล้วเราพบว่าเราหลงรักทางหนังของเคียสลอฟสกี้มากทีเดียว ทั้งการเล่าเรื่อง การลำดับเรื่อง สารที่สื่อรวมไปถึงภาพงามๆและเพลงเพราะๆ เดี๋ยวคงจะหาหนังของเขามาดูเพิ่มเติม
 
17/04/12 - The Hills Have Eyes I (Alexandre Aja/ US/ 2006) - 2/5
    หนังเดินตามสูตรแป๊ะ ว่าด้วยครอบครัวสุขสันต์ยกโขยงเดินทางข้ามรัฐท่องเที่ยวแต่ดันซวยหลงเข้าไปในหุบเขาที่เคยเป็นแหล่งทดลองอาวุธนิวเคลียร์ของทางการสหรัฐเข้าซะก่อน ก่อนที่จะโดนลวงและฆ่าจากบรรดาคนเหมืองที่โดนรังสีจนสภาพภายนอกอย่างกับสัตว์ประหลาด เริ่มแรกของหนังทำออกมาได้อย่างน่าสนใจและดูท่าจะไปได้สวย มันคือการลุกฮือต้านอำนาจโดยมิชอบของรัฐด้วยกฏหมู่ในแหล่งที่กฏหมายเป็นสิ่งไร้ค่าแต่พอหนังเดินเรื่องไปเรื่อยๆมันก็เริ่มถูกตีเข้าอีหรอบเดิม อีหรอบของชัยชนะของรัฐคลั่งที่ไม่เคยแม้แต่จะเมียงมองสิ่งที่เคยก่อแล้วการลุกฮือพ่ายแพ้รัฐไปตามระเบียบ กลายเป็นหนังอวยรัฐชาติอเมริกาเต็มคราบ (คือถ้ามันไม่ชัดมากขนาดนี้เราคงรู้สึกดีกว่านี้) ดูจบแล้วอยากล้างตาด้วยต้นฉบับของเวส คราเวนในปี 1977 มาก
 
18/04/12 - The Hills Have Eyes II (Martin Weisz/ US/ 2007) - 2/5
    ภาคนี้เป็นเหตุการณ์หลังภาคแรกที่ทางการรัฐได้เข้าไปเคลียร์สถานที่, เก็บศพจากภาคแรกแล้วก็ปิดเรื่องเงียบไปตามระเบียบจากนั้นก็ส่งบรรดานักวิทยาศาสตร์เข้าไปทดสอบนิวเคลียร์ต่อไป (หนึ่งในนั้นมีคนญี่ปุ่นด้วย)โดยมีทหารคอยคุ้มกัน แล้วหนังก็ดำเนินไปตามระเบียบ ทั้งทหารและนักวิทยาศาสตร์โดนคนเหมือง(อีกกลุ่มหนึ่ง)ฆ่าตายเรียบ เรื่องที่เหลือก็คือกลุ่มเหล่าทหารฝึกหัดที่ต้องปฏิการจริงในการเอาตัวให้รอดออกมาจากหุบเขานี้...เราขัดใจตั้งแต่เหล่าทหารที่มีทั้งชายหนุ่มหญิงสาว แต่กลับไม่มีซักคนเลยที่ดูเป็นทหารจริงๆ หญิงสาวในเรื่องมีหน้าที่เป็นเพียงวัตถุแห่งการจ้องมองโดยเฉพาะตัวนางเอกที่ใส่เสื้อกล้ามทั้งเรื่องทั้งๆคนที่เหลือใส่ชุดทหารเต็มยศ ส่วนเดียวที่พอสนุกกับมันได้บ้างคือการใส่ตัวละครหลายเชื้อชาติเข้าไป แต่ก็แน่นอนหนังยังคงเดินตามภาคแรกอย่างแข็งขันนั้นคือการอวยอเมริกา ฉะนั้นแล้วชาติอื่นๆก็จงตายห่ากันไปซะให้หมด (เพียงแต่ภาคนี้มันไปไกลกว่าหน่อยตรงที่มันสะท้อนไปได้ถึงสงครามโลกโน่นเลย)
 
24/04/12 - Happy End (Jung Ji-woo/ South Korea/ 1999) - 5++/5
    แค่เห็นนักแสดงนำก็เหมือนต้องมนต์ให้หยิบมาเปิดดูโดยไว เอาแค่ดูการแสดงชั้นยอดของทั้ง ชอยมินซิก และ จอนโดยอน (ที่ยังละอ่อนอยู่)ก็ถือว่าโคตรจะคุ้มค่ามากแล้วแถมด้วยฉากเซ็กซ์ถึงพริกถึงขิงตั้งแต่เปิดเรื่องก็ทำเอาซู่ซ่ากันไปข้างเลยทีเดียว แต่เหนือสิ่งอื่นใดนี่คือหนังดราม่าชั่นเยี่ยมเปี่ยมอารมณ์ มันว่าด้วยเรื่องของปัจจัยภายนอกที่ส่งผลกระทบรุนแรงกับความสันพันธ์ระหว่างกันในเวลาเดียวกับที่แรงขับภายในค่อยๆแปลสภาพกลายเป็นมีดลับคมที่ค่อยๆทิ่มแทงทำลายทุกสิ่งทุกอย่างให้พังทลายลง ความพีคของมันจะค่อยๆเพิ่มอณูขึ้นทีละน้อยจนมาแตกระเบิดเมื่อหนังจบลง ยิ่งในหลายๆช่วงหนังใช้การปล่อยช่องว่างให้ผู้ชมได้ครุ่นคิดหรือใช้การถ่ายภาพแบบ handheld ก็ยิ่งทำให้ผู้ชมกลายสภาพเป็นเพียงผู้เฝ้ามองชีวิตของตัวละครทั้งสามแล้วให้กลับตัดสินกันเอาเอง พีคมาก
 
28/04/12 - Jurassic Park II (Steven Spielberg/ US/ 1997) - 2/5
    อยู่ดีๆก็คิดถึงฉากทีเร็กซ์ถล่มเมืองในหนังเรื่องนี้ขึ้นมาเลยไปค้นชั้นแล้วเอามาเปิดดูซึ่งก็ได้พบว่าแต่ก่อนเรานี่หนาโลกช่างสดใสยิ่งนัก 555 ประเด็นของภาคนี้มันคืออะไรประมาณ Life can find the way ธรรมชาติมีที่ทางของมัน จงอย่าได้สะเอะไปเอามันมา มันคงเป็นหนังเมนสตรีมเรื่องแรกๆกระมั๊งที่พูดถึงเรื่องพวกนี้ก่อนที่ในทศวรรษถัดมาประเด็นรักธรรมชาติจะถูกโหมกระหน่ำอย่างหนัก จริงๆเนื้อเรื่องมันแทบไม่มีอะไรเลย เต็มไปด้วยตัวละครโง่ๆ ส่วนไอ้ฉากทีเร็กซ์ถล่มเมืองที่เขาด่าๆกันกลับเป็นส่วนที่เราชอบที่สุด ณ ตอนหนังเข้าฉายแต่พอมาดูตอนนี้แล้วอยากให้ทีเร็กซ์แดกคนให้หมดไปเมืองแทน 555
 
29/04/12 - In Time (Andrew Niccol/ US/ 2011) - 2/5
    หนัง High Concept แนวคิดแหวกที่เอาเวลามาแทนค่าเงินตราเพื่อมาวิภากษ์ทุนนิยมที่ส่งผลโดยตรงกับชีวิตผู้คน แต่ปัญหาคือกูไม่เชื่อในสิ่งที่ตัวละครมันพยายามเหลือเกินที่จะทำ การพยายามเป็นพ่อพระ เป็นโรบินฮู๊ด เป็น Natural Born Killer ในเวอร์ชั่นที่สดใสสว่างจ้าแต่ก็เสือกอยากมีชีวิตอยู่จนอดคิดไม่ได้ว่ามันคงอยากดังและอยากกลายเป็นพระเจ้าจริงๆมากกว่าแค่การช่วยเหลือคน เอาเข้าจริงเรากลับเห็นด้วยกับ Time Keeper มากกว่าด้วยซ้ำเพียงแต่หนังมันสว่างเกินไปทั้งๆที่รอบข้างแม่งมืดฉิบหาย ไอ้ประเด็นเรื่องการเสียการควบคุมอะไรเทือกนั้นก็เลยถูกตัดทิ้งไป ไม่ได้บอกว่าเห็นด้วยนะเพียงแต่มันดูเกินรับได้ไปหน่อยสำหรับคนที่ไม่เชื่อเรื่องอายุยืนยาวและความดีหลอกๆอย่างเรา (ชอบจำชื่อ ผกก สลับกับไมล์ นิโคลอยู่เรื่อยเลย)
 
30/04/12 - The Silent House (Gustavo Hernández/ Uruguay/ 2010) - 3.5/5
    เอาเข้าจริงไอ้การถ่าย Long Take แบบคัตเดียวทั้งเรื่องของหนังนั้นบอกตามตรงว่าไม่ได้ตื่นเต้นอะไร หลายๆช่วง(ที่มืดๆ)นั้นน่าคิดว่ามันมีการตัดต่อแน่ๆแถมการถ่ายแบบนี้ยังสร้างความน่าเบื่อได้ง่ายๆหากภาพมันไม่น่าสนใจ แต่ข้อดีคือมันเข้ากับตัวเรื่องอย่างมากหากมองว่าหน้าที่ของกล้องคือภาพแทนสายตาของวิญญาณลูกสาวในเรื่อง(หากมองว่ามันมีอยู่จริง) แม้ช่วงใกล้ท้ายๆกล้องจะกลายเป็นการแทนสายตาของคนใกล้ตายแทนแต่มันกลับคือภาพจำลองแห่งอดีตของตัวละครที่ก็ยังคงเป็นสายตาของตัวลูกสาวอยู่ดี อีกด้านหนึ่งบ้านหลังนี้อาจคือแบบจำลองของสภาพสังคม สภาพการโดนกดขี่เหมือนหนังแนวนี้หลายๆเรื่องที่มักนำเสนอ (ฉากเปิดผ้าทีคลุมภาพวาดนั้นน่าขนลุกมากหากนำมาเทียบกับบ้านเรา ลองไปดูกันเอาเอง) จนมันมาแตกประทุก็ไอ้ตอนเฉลยนั้นแหละซึ่งจริงๆก็ไม่ได้ตื่นเต้นอะไร(เว้นเสียแต่เอามาคาดคิดเอาเองคนเดียวว่ามันคืออนาคตของบ้านเรา) ชอบฉากหลังเครดิตมากๆ ภาพการเดินถือตุ๊กตาไปสู่แสงแห่งรุ่งอรุณยังคงติดตา
 

Comment

Comment:

Tweet

เป็นหนังที่น่าดูทุกเรื่องเลย

#4 By 9-kong on 2012-08-20 22:11

เราชอบ Scream มากค่ะ เป็นหนังสยองขวัญที่สนุกมากๆ เรื่องอื่นๆ ที่ตามหลังมาสู้ไม่ได้เลย แต่เราดูแค่สองภาคแรกเอง
ส่วนเรื่อง In Time ส่วนตัวรู้สึกว่ามันไม่สนุก พีคตอนแรกที่พระเอกได้เวลามาเยอะมากแต่ต่อชีวิตให้แม่ไม่ทันและแม่ตายคาอก เศร้าสุดๆ แล้วก็ตอนที่เพื่อนตายเพราะเวลาสิบปี แต่หลังจากนั้น ไม่รู้สึกอะไรกับหนังเลยค่ะ

#3 By Nicky on 2012-05-09 10:03

เซียมทำให้ผมไล่ดู scream ตามไปติด ๆ

#2 By keaaaa on 2012-05-07 02:42

เป็นเดือนแห่งหนังสยองขวัญนะคับเนี่ย -..-''

ป.ล.อยากดู The Silent House มั่งแค่ชื่อก็โดนใจสุดๆ แล้ว

#1 By omega on 2012-05-05 10:36