21/05/12 - Alphaville (Jean-Luc Godard/ France, Italy/ 1965)
 

     กราบโกดาร์ดเป็นคำรบที่สามต่อจาก Breathless และ Viva Sa Vie ดูมาสามเรื่องแกทำหนังโครตเก๋ทั้งสามเรื่องและนี่คือหนังสายลับ ไซไฟ ตลกแกมโรแมนติกที่เก๋กู๊ดที่สุดเรื่องหนึ่งในประสบการณ์การดูหนังของเรา กราบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบ

     ความเก๋แรกคือการทำหนังไซไฟโดยที่ไม่ต้องเซ็ตฉากอลังกาลอะไรเลย ใช้ปารีสนี่แหละ ปารีสที่เซ็ตเพียงน้อยนิด ใช้หอพักมาเป็นสถานีตำรวจ ใช้สระว่ายน้ำเป็นแดนประหาร หรือไม่ก็ใช้ตึกพาณิชน์ธรรมดาเป็นกองบรรณาการส่วนกลางของเมือง ใช้ศิลปะแบบโมเดิร์นอันโดดเด่นที่เป็นที่นิยมในยุคนั้นเป็นตัวแปรชั้นดีในการสร้างนิยามใหม่ให้แก่ความเป็นไซไฟได้อย่างได้ผลมหาศาล (โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือลิฟท์และบันไดวนต่างๆ) แล้วเพิ่มมิติลึกลับแบบฟิล์มนัวด้วยแสงเงาคอนทราสจัดๆบนองค์ประกอบภาพล้ำๆ(ที่ในหลายๆฉากคือการสื่อสารกับผู้ชมโดยตรง) การเคลื่อนกล้องอันลื่นไหล(และทำเอาประหลาดใจในบางครั้ง) เพิ่มความสดด้วยการอิมโพรไวส์และ long take ท่ามกลางดนตรีไพเราะแผ่วเบารวมไปถึงการตัดต่อแบบ Jump Cut อันเป็นเอกลักษณ์ที่ยังคงได้ผลทางอารมณ์เสมอๆ กราบบบบบบบบบบบบบบบ

     หนังว่าถึงกาแล็คซีอัลฟ่าวิลล์ กาแล็คซี่อันหยาบกระด้างและไร้ซึ่งความรู้สึก (Feeling) ทุกการกระทำอันรวมไปถึงคำพูดและการแสดงออกนั้นถือว่าเป็นสิ่งผิดกฏหมายหากว่ามันไม่สามารถให้คำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ได้ ดังนั้นแล้วจึงมีศัพท์หลายตัวที่เป็นคำต้องห้ามและคนในเมืองนี้ไม่รู้จักรวมไปถึงประโยคคำถามที่ห้ามถามว่า "ทำไม?(Why?)" แต่ให้ถามว่า "เพราะอะไร? (Because?)" แทนเท่านั้น พระเอกของเรา "เล็มมี่ คอร์ชั่น" เป็นสาบลับจากกาแล็คซีอื่นที่ปลอมตัวเข้ามาในคราบ "อีวาน จอร์นสัน" นักข่าววัยกลางคนผู้สวมเสื้อโค๊ตหลงยุค ใช้กล้องถ่ายรูปโบราณคล่ำคลึพร้อมปืน pistol กระบอกเล็กโดยเป้าหมายของเขาคือการตามหาเพื่อนสายลับอีกคนและนำพาผู้ที่สร้างอัลฟ่าวิลล์กลับไป

     แค่พล็อตเรื่องเก๋ซะไม่รู้จะเก๋ยังไงแล้วซึ่งในความเก๋นั้นเราพบว่ามันกลับเต็มไปด้วยรายละเอียดที่น่าสนใจเอามากๆเพราะสิ่งที่โกดาร์ดแฝงไว้ในหนังนั้นเราสามารถมองอย่างกว้างๆได้ 2 ประเด็นคือการวิภากษ์วิทยาศาสตร์และประเด็นการเมืองเรื่องการต่อต้านระบบฟาสซิสต์และเผด็จการ(รวมไปถึงความเท่าเทียมทางเพศ)
 
                        
 
     หนังตั้งคำถามว่าศาสตร์สมัยใหม่อย่างวิทยาศาสตร์นั้นคือสิ่งสูงสุดของชีวิตและสังคมมนุษย์จริงหรือ?และมันสามารถเป็นคำตอบในทุกคำถามได้จริงหรือไม่? เราจะสามารถเห็นสูตรทางวิทยาศาสตร์โผล่ขึ้นมาในตลอดเวลาของหนังโดยเฉพาะเวลาที่หนังต้องการเน้นย้ำถึงกฏระเบียบของอัลฟ่าวิลล์ (โดยเฉพาะสูตรสะท้านโลกอย่าง E = mc2) ผู้ที่(ปรับตัว)อยู่ในกฏระเบียบเท่านั้นจึงจะสามารถอยู่รอดได้ ส่วนผู้ที่ขัดขืน(หรือพ่ายแพ้)ก็โดนจับไปฆ่า(หรือตรอมใจตาย)ซึ่งตรงนี้รุนแรงมากเพราะมันหมายถึงการปิดปากและเสรีในการพูดและกระทำที่มารองรับ "ความรู้สึก" มากกว่า "เหตุผล" อาทิเช่นนักโทษผู้ร้องไห้เพราะภรรยาเสียชีวิต, ชายผู้ร่ายกวีตั้งคำถามถึงสังคมที่อยู่ด้วยอารมณ์อันรุนแรงหรือสายลับอีกคนที่พระเอกตามหาผู้ไม่สามารถปรับตนเองให้เข้ากับวิถีแห่งอัลฟ่าวิลล์ได้เป็นต้น ในช่วงท้ายหนังถึงกับให้คัมภีร์ไบเบิ้ลที่มีอยู่ทุกห้องในโรงแรมคือพจนานุกรมที่บัญญัติคำศัพท์แห่งเหตุผล ดังนั้นแล้วอาจกล่าวได้ว่ากาแล็คซีอัลฟ่าวิลล์คือภาพจำลองของวิทยาศาสตร์(ที่เหตุและผลคือเป้าหมายสูงสุด) แล้วจุดเปลี่ยนอันเป็นที่มาของการตั้งคำถามคือการมาของคอร์ชั่นจากกาแล็คซีอื่นผู้มากับวิถีแบบเก่า เขาฆ่าคนโดยไม่ไตร่ตรองใดๆมากมายเหตุเพราะเขานั้น "แก่แล้ว" คอร์ชั่นนำความปั่นป่วนมากมายมาสู่อัลฟ่าวิลล์ นำพาสิ่งที่อัลฟ่าวิลล์ไม่เข้าใจมากมายเข้ามาและใช้มันในการทำลายอัลฟ่าวิลล์ หากเมื่อเรามองว่าวิทยาศาสตร์คือตัวแทนของเหตุและผล ดังนั้นด้านกลับของมันก็คือศิลปะอันเป็นตัวแทนแห่งความรู้สึกและเสรีซึ่งมันก็นำพาไปสู่ฉากเด็ดนั่นคือการวางระเบิดปรมาณูกาแล็คซีนี้ด้วยการร่ายกวีนิพนธ์ (กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด)

     เกร็ดหนึ่งที่น่าสนใจมากคืออัตราส่วนทางเพศของบรรดานักโทษที่ถูกฆ่านั้นคือชาย 50คนต่อหญิง 1 คน มองอย่างง่ายที่สุดมันคือการสะท้อนภาวะการหลบซ่อนอารมณ์และความรู้สึกภายในของเพศหญิงได้ดีกว่าเพศชาย แต่หากเมื่อมองลึกลงไปซึ่งจะด้วยความตั้งใจของโกดาร์ดหรือไม่ก็ตาม จริงหรือไม่นี่คือการวิภากษ์สังคมที่เพศชายเป็นใหญ่ กล่าวคือหากมองในบริบทของตัวหนังเอง เพศหญิงกลายเป็นเพศที่ควบคุมง่ายที่สุดด้วยความยินยอมแบบไร้ทางออกในสังคมที่ขับเคลื่อนด้วยความเป็นชายทั้งคนควบคุมระบบ, ผู้สร้างระบบหรือแม้แต่ตัวระบบเอง(ที่แสดงออกผ่านเสียง narrative ของเมือง) อันนี้น่าสนใจเป็นการส่วนตัวเพราะจากที่ได้ดูหนังของโกดาร์ดมาสามเรื่องเรารู้สึกว่าเพศหญิงในหนังของเขามักเต็มไปด้วยสเน่ห์แต่กลับน่าสงสารเมื่ออยู่ท่ามกลางสังคม(ซึ่งต่อๆไปหากได้ดูหนังของเขาเราจะลองโฟกัสที่ประเด็นนี้ดู)
 
            
 
     ส่วนในแง่มุมการเมืองนั้น หนังมีมุมมองค่อนข้างชัดเจนว่าต้องการต่อต้านระบบเผด็จการที่ควบคุมทุกอย่างทั้งการกระทำและความคิดให้อยู่ในกรอบและทำลายทุกอย่างที่เห็นต่างโดยวิธีการอันหลากหลายทั้งทางตรงอย่างการประหารชีวิต หรือทางอ้อมอย่างการส่งคนออกไปก่อความวุ่นวาย ปลุกระดมในกาแล็คซีอื่นๆและยังสะท้อนไปถึงผลกระทบของไอ้ระบบการปกครองแบบนี้ด้วย กล่าวคือเมื่อระบบถูกใช้เป็นเครื่องมือในการควบคุมนานวันเข้ามันจะกลายเป็นจารีต(น่าจะใช้คำนี้ได้นะ)กลายเป็นสิ่งถูกต้องไปโดยปริยายเพราะความคุ้นชิน แต่หากพอมามีอะไรมาทำการเบรคระบบเข้า(ซึ่งคงไม่ง่ายเหมือนในหนัง)มันจึงเกิดอาการตีบตันไร้หนทางที่จะเดิน เคว้งคว้างเหมือนคนมีชีวิตแต่ไร้สติในการควบคุม (ตอนดูรอบแรกคิดว่าหนังคงต่อต้านสงครามด้วยแต่พอดูอีกทีเห็นว่าหนังคงพูดถึงความเสรีทางสุนทรียะทางศิลปะของประเทศต่างๆเหล่านั้นมากกว่า)

     และพ๊อยท์สุดท้ายอันเป็นภาพแทนและบทสรุปของหนังทั้งหมดนั้นคือตัวนางเอก "นาตาชา" (รับบทโดยแอนนา คาริน่าที่สวยหยาดเยิ้ม) เธอคือตัวแทนแห่งยุคสมัยเก่าที่(กำลัง)ถูกกลืนกินโดยยุคสมัยใหม่ การระลึกได้แล้วกลับไปสู่รากเหง้าของตัวเองในช่วงท้ายของหนังนั้นทรงพลังที่สุด ด้วยประโยคที่สามัญอย่างที่สุด

                                                             5+++++/5

     ปล. ก่อนที่จะใช้ชื่อหนังว่า Alphaville โกดาร์ดเคยอยากให้ใช้ชื่อหนังว่า "Tarzan versus IBM" อันเป็นอะไรที่น่าขำแต่กลับรู้สึกว่าใช่มากอย่างประหลาด

     ปลล. ก่อนดูเรามีหนังสือ "โรงแรมอัลฟ่าวิลล์" ของพี่ชายฟิล์มซิกเป็นต้นแบบอยู่ตลอดเวลาที่เคยได้อ่านตอนที่ยังไม่เคยดูหนังของโกดาร์ดมาก่อนเลย คิดเสมอว่าชื่ออัลฟ่าวิลล์มันคงต้องเป็นชื่อโรงแรมและต้อง "ฉ่ำแฉะ"แน่ๆ แต่พอได้ดูหนังแล้วมันกลับเป็นรคนละเรื่องกันเลย 555 เคยเขียนถึงหนังสือไว้แบบสั้น(มากๆ) ที่นี่: http://seamsee.exteen.com/20090424/entry
 
                     

Comment

Comment:

Tweet