01/05/12 - การต่อสู้ของกรรมกรหญิงโรงงานฮาร่า (จอน อึ้งภากรณ์/ ไทย/ 2518) - 5+/5
    ความฟินประการแรกคือการได้ดูหนังเรื่องนี้ในโรงภาพยนต์ (ที่หอภาพยนต์ศาลายา) แม้ว่ามันจะเป็นการแปลงฟอร์แมตจากฟิล์ม 18มม. เป็นดิจิตอลก็ตาม มันคือหนึ่งในหนังที่คนไทยควรดูก่อนตาย สารคดีอันว่าด้วยเรื่องราวการต่อสู้ต่อความอยุติธรรมต่อการกดขี่ในยุคที่การเรียกร้องประชาธิปไตยเบ่งบานพร้อมๆไปกับการกลัวคอมมิวนิสส์ขึ้นหัวของทางการที่มักยัดเยียดข้อหานี้แก่ผู้ที่คิดต่าง มันคือบทบันทึกเล็กๆอันหนึ่งของหน้าประวัติศาสตร์ไทย ประวัติศาสตร์ของประเทศขึ้นชื่อเรื่องการปฏิเสธการเปลี่ยนแปลงแม้ว่ามันจะนำไปสู่สิ่งที่ดีกว่าของประเทศโดยรวมก็ตาม ก่อนหนังจบมีคำพูดจากกรรมกรหญิงแกนนำคนหนึ่งที่ทำเอาเราสะอึกแน่นิ่ง "เราไม่กลัวการติดคุกหรอก เพราะคุกมันถูกสร้างมาเพื่อคนจนอยู่แล้ว" และเหมือนว่ามันยังคงสะท้อนกับภาวะประเทศในอีก 37 ปีต่อมา
 
01/05/12 - Black Book (Paul Verhoeven/ Netherlands/ 2006) - 4.5/5
    เซอร์ไพร์ดี หนังสนุกกว่าที่คาดและแน่นอนเวอร์โฮเวนไม่พลาดที่จะให้นักแสดงหญิงโชว์หน้า อกหน้าใจ 555+ หนังอ้างอิงจากเรื่องจริงในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองที่เยอรมันเข้ายึด เนเธอแลนด์พร้อมกับการกำจัดชาวยิวให้เหี้ยนเตียนและไม่ลืมที่จะหาประโยชน์ใส่ตัวในขณะเดียวกับที่เริ่มเกิดกลุ่มต่อต้านในการพยายามกู้ชาติขึ้นมา นางเอกคือชาวยิวที่ต้องคอยหลบซ่อนพวกเยอรมันก่อนจะจับพลัดจับพลูได้เข้าไปร่วมในกลุ่มกู้ชาติโดยใช้ร่างกายเข้าแลก ดูๆไปก็คล้ายๆกับ Lust/Caution ของหลี่อัน เราชอบที่หนังไมได้ต้องการใส่ร้ายป้ายสีแต่เพียงนาซีหรือสงครามแต่นำพาผู้ชมเข้าไปพบกับสิ่งที่เลวร้ายกว่านั้น นั่นคือสัญชาติญาณการเอาตัวรอดโดยที่คิดถึงแต่ตัวตนของเราเองเพียงคนเดียวเป็นสำคัญ หาผลประโยชน์บนความทุกข์ของผู้อื่นอันเป็นสิ่งที่สามารถสะท้านถึงปัญหาอันหลากหลายได้เกือบทั้งหมดในโลกใบนี้
     การแสดงของ Carice van Houten นางเอกของเรานั้นเริ่ดมาก ความสวยของเธอทำเอาเราละลายและอยากเห็นเธออีกในหนังเรื่องอื่นๆ
     ปล. เรารู้จักการขานร้องเพื่อทำความเคารพต่อผู้นำนาซีก็จากเรื่องนี้ แล้วในอีกสองวันต่อมาเราก็ได้ยินมันอีกครั้งในสภาบ้านเราที่ทำเอารู้สึกแปลก ประหลาดเอาการ :P
 
01/05/12 - The Truth Be Told (พิมพกา โตวีระ/ ไทย/ 2550) - 5/5
    การดูหนังเรื่องนี้ในช่วงเวลาปัจจุบันอาจไม่สามารถส่งผลกระทบได้มากเท่าเมื่อดูในช่วงเวลาที่หนังเข้าฉายเพราะบริบทการเมืองในช่วงระยะไม่กี่ปีมานี้ในการรับรู้ของเรานั้นมันเปลี่ยนแปลงไปมากพอสมควรและนี่คือหนังสารคดีที่จับโมเม้นต์ในช่วงกลางของจุดเริ่มต้นของความแปลกแยกโดยการเข้าไปสำรวจสิ่งที่เกิดขึ้นกับหญิงสาวคนหนึ่งในกรณีการฟ้องร้องระดับประเทศที่บริษัทยักษ์ใหญ่ทำต่อประชนชนคนตัวเล็กๆคนหนึ่ง หนังว่าด้วยเรื่องของความอยุติธรรมในสังคมในยุคที่คนส่วนใหญ่เชื่อว่ากำลังเข้าสู่ยุคแห่งเผด็จการที่รัฐเข้าควบคุมทุกสิ่งและจัดการทุกอย่าง เสียดายที่หนังไม่ได้ขุดลึกเข้าไปถึงประเด็นทางการเมืองอันน่าสนใจนั้นมากเท่ากับการเสนอให้เห็นว่าสุภิญญาเป็นเพียงคนธรรมดาคนหนึ่ง มีชีวิตจิตใจ ความฝันและโหยหาความรักดั่งคนทั่วไป ไม่ได้ยิ่งใหญ่อะไรซึ่งในส่วนนี้คงเป็นส่วนที่เราเฉยๆที่สุดของหนังและไม่ได้อินอะไรเลยเพราะมันเหมือนมีกำแพงบางอย่างขวางกั้นอยู่อันไม่สามารถเข้าไปได้ถึงจิตใจของสุภิญญาจริงๆ แต่หนังกลับมาพีคสุดๆเมื่อเกิดการรัฐประหาร ภาพทหารปีนข้ามรั้ว ภาพคนนำเค้กมาให้กำลังทหารยังคงติดอยู่ในโสตประสาท อันนำไปสู่คำถามของทั้งสุภิญญาและกับผู้ชมถึงชัยชนะที่เราเพิ่งเห็นผ่านไปนั้น(ชัยชนะของสุภิญญาต่อบริษัทใหญ่)มันคือสิ่งจอมปลอมหรือไร? การรวมกลุ่มก้อนนั้นมันเพื่อประชาธิปไตยหรือเพื่อใครกันแน่? หรือว่าจริงๆแล้วทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในหนังคือความกลวงเปล่าและไร้ซึ่งความหมาย มันคือเครื่องมือของอะไรหรือใครหรือเปล่า? ภาพสุภิญญานั่งพิมพ์ดีดในความนิ่งงันพร้อมกันเสียงแห่งชัยชนะที่แสนเรไรก่อนที่หนังจะจบลงนั้นกระแทกใจยิ่งนัก
     ชอบที่ตี้ Nanoguy กล่าวไว้ว่า "หนังเรื่องนี้มันคือจุดเริ่มต้นของการล้มสลายของเสื้อเหลือง" ซึ่งก็น่าจะจริง
 
05/05/12 - Harry Potter and the Deathly Hallows: Part 2  (David Yates/ US, UK/ 2011) - 3.5/5
    ถือได้ว่าเป็นการจบหนังนี้ได้อย่างสวยงาม จริงๆเราไม่อาจสามารถถือได้ว่าเป็นแฟนหนังหรือหนังสือชุดนี้ซักเท่าไหร่(แต่ก็ดูมันมาทุกภาค) การดูแต่ละภาคก็มักจะดูแบบว่ากันเป็นภาคๆไปไม่ค่อยนำมาเชื่อมโยงกันซักเท่าไหร่ อีกเหตุผลหนึ่งอาจเพราะหนังชุดนี้ใช้ตัวผู้กำกับหลายคนซึ่งแต่ละคนก็มีสไตร์ที่ต่างกันและเราก็ชอบที่จะไปโฟกัสที่สไตร์และการเล่าเรื่องตรงนั้นมากกว่า แน่นอนภาคที่เราชอบที่สุดในหนังชุดนี้คือภาค 3 อันดำมืดของคัวรอง แต่หากมองในแง่การปิดมหากาพย์อันยิ่งใหญ่ของหนังชุดนี้เราพบว่านี่คือการปิดฉากอย่างสมเกียรติ์ มันยิ่งใหญ่และทำให้เราหวนไห้ไปถึงหนังภาคก่อนๆได้อย่างประหลาดซึ่งต้องชมวิสัยทัศน์ของผู้กำกับเยสที่รู้ว่าคนดูต้องการอะไรและควรจะนำเสนออะไร อนึ่งตัวละครที่เราชอบที่สุดในหนังชุดนี้อย่างสเนปนั้นภาคนี้ถือได้ว่าขั้นสุดมาก
 
05/05/12 - Forest Gump (Robert Zemeckis/ US/ 1994) - 5++/5
    มันหนังมหัสจรรย์จริงๆให้ตายเถอะ เมื่อใดที่หนังเรื่องนี้ถูกเปิด ณ ที่ใดก็ตามเราก็จะต้องดูมันจนจบไปเสียทุกที ยอมรับว่ามันเป็นหนังที่สว่างจ้า แต่ในความสว่างจ้านั้นมันคือการบันทึกประวัติศาสตร์อเมริกันแบบย่นย่อและหยิกหยอกแบบพอหอมปากหอมคอแถมเต็มไปด้วยสเน่ห์อันล้นเหลือของทั้งนักแสดงและเรื่องราวของชายไอคิวต่ำผู้ผ่านเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์อเมริกามากมาย มีความรักอันยิ่งใหญ่และสวยงาม ส่วนที่เราชอบที่สุดคือเคมีและความสัมพันธ์ระหว่างกัมพ์กับเจนนี่ที่มีวิถีชีวิตต่างกัน สภาพแวดล้อมต่างกัน โอกาสที่ได้ต่างกัน มันแสดงถึงความแตกต่างของปัจเจกชน แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดในความแตกต่างอันปัจเจกนั้นคือการยอมรับความต่างอย่างเข้าใจและมีสติ(ที่ไม่ใช่แค่ใช้สมองคิด) จริงอยู่ที่ชีวิตมันไม่แน่นอน แต่เพราะไอ้ความไม่แน่นอนนี่ไม่ใช่หรือที่มักเป็นตัวก่อให้เกิดโมเม้นต์ที่น่าจดจำอันมีค่าในชีวิตของเรา?
 
11/05/12 - The Avengers (Joss Whedon/ US/ 2012) - 4.5/5
    คงถือเป็นโชคดีที่ได้ดูหนังแยกของแต่ละตัวละครมาครบหมด