02/06/12 - Stop the Bitch Campaign: Hell Version (Kosuke Suzuki/ Japan/ 2004) - 2/5
    เอามาดูอีกรอบตอนจัดระบบเก็บแผ่นหนังซะใหม่ (พูดซะดูดี จริงๆก็แค่แยกประเภท, ประเทศหนังให้เป็นหมวดหมู่แค่นั้น) จำได้ว่าดูรอบแรกเน้นแต่ดูแต่นมของน้องอ้อยอย่างเดียวเลยตามประสาเด็กหลงนมนางเอก AV ที่ช่วงนั้นน้องอ้อยยังดูเด็กและอินโนเซ้นต์น่ารักอยู่เลย :P เอาล่ะมาเข้าเรื่อง มันคือหนังพิงค์กุยุคใหม่ที่เน้นความห่ามมากกว่าศิลปะ เน้นความคัลล์มากกว่าความงามใดๆแต่ก็ยังไม่ละเว้นการแฝงประเด็นทางสังคมของญี่ปุ่น เราจะพบความแฟนตาซีหลากหลายแบบที่เราอาจคุ้นชินในหนัง AV กลุ่มชายที่ยอมจ่ายหนักเพื่อจะได้รับการตอบสนองตามรสนิยมส่วนตัวนี่ค่อนข้างชัดในแง่ของความเครียดและกดดันของชาวญี่ปุ่น  ส่วนไอ้โรคจิตที่มาต่อกรกับน้องอ้อย (นำแสดงโดย Kenichi Endo ผู้มอบการแสดงอย่างโดดเด้งและจิตขั้นสุด)ผู้ใช้ผักนานาชนิดเป็นอาวุธ!! (ผักในที่นี้ไม่ใช่การอุปมาใดๆ) ผู้ซึ่งมีปมอดีตอันขื่นขมกับคุณตาคุณยายที่เลี้ยงดูมาจึงต้องมาแสดงออกและระบายในแหล่งอโคจรแห่งนี้ หรือเขาคือเหยื่อของสังคมอันเปราะบาง? อย่างไรก็ตามนี่ก็ยังเป็นหนังที่เพศหญิงเป็นผู้โดนกระทำและเพ่งมองอยู่ดีตามพื้นฐานขั้นต้นสุดของหนังโป๊ที่เราพบเห็นได้ทั่วไป

     เห็นว่ามันมีทั้งหมด ณ ตอนนี้ 3 ภาค นี่คือภาคที่สอง เดี๋ยวจะหาโหลดมาดูให้หมดแล้วเปรียบเทียบกัน
 
03/06/12 - The Great Escape (John Sturges/ US/ 1963) - 3/5
   มันคงเป็นหนังที่มีอะไรหลายๆอย่างที่เชยและล้าหลังไปมากแล้วเมื่อเอามาดูในยุคสมัยนี้ ทั้งตัวคุกขังเชลยที่ดูแล้วไม่น่าเชื่อว่าจะสามารถเคลมได้ว่าหนาแน่นที่สุดและไม่มีทางหนีได้หรือความผ่อนคลายของเชลยที่ดูสบายอกสบายใจดีเหลือเกิน แต่หนังมันคงโด่งดังมากเมื่อตอนมันเข้าฉาย (คะแนนใน IMDB สูงถึง 8.3) ซึ่งจริงๆมันก็สนุกดีโดยเฉพาะการสรรหาวิธีการแหกคุก การได้ลุ้นและมุขตลกที่หยอดอยู่รายทางรวมไปถึงการที่หนังไม่ได้อวยอเมริกามากนักและไม่ได้เสนอภาพเยอรมันอย่างเลวร้ายเกินไปเหมือนหนังหลายๆเรื่องที่เกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่สอง ฉากขับมอเตอร์ไซร์ข้ามเขาเจ๋งดี อนึ่ง สตีฟ แม็คควีน หน้าเหมือน เดเนียล เครก ฉิบหายเลย ยิ่งตอนขับมอเตอร์ไซร์นี่ยิ่งใช่เลย
 
04/06/12 - เรือนแพ (พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธ์ยุคล/ ไทย / 2504) - 4/5
   ขอแฉความโง่ส่วนตัวก่อนว่าเราไม่เคยรู้อะไรเกี่ยวกับเรือนแพมาก่อนเลย ไม่เคยอ่านไม่เคยดูแม้ซักเวอร์ชั่นเดียวแต่เสือกคิดเสมอว่ามันต้องเป็นเรื่องน้ำเน่าประโลมโลกของคู่รักคู่หนึ่งแน่ๆ แล้วก็มาตาสว่างในวันที่ได้ดูที่แหละที่หอภาพยนต์ซึ่งก็ดีใจมากที่ได้ดูแบบฉายฟิล์มที่ได้รับการบูรณะแล้ว ก่อนฉายหนังมีการเปรียบเทียภาพและเสียงก่อนและหลังบูรณะด้วยดูแล้วน่ายินดีมากๆ

    เอาเข้าจริงเรือนแพมันว่าด้วยเรื่องของความผกผันของมิตรภาพระหว่างเพื่อนรักสามคนที่มีความฝันไปคงละทิศละทาง คนหนึ่งฝันอยากเป็นตำรวจ, คนหนึ่งอยากเป็นแชมป์เปี้ยนมวยโลกและอีกคนอยากโด่งดังเป็นนักร้อง บ้างไปได้ถึงฝั่งฝันอย่างไม่ยากเย็นอะไร บางแสนเข็ญกว่าจะไปถึง บางชีวิตกลับตาลปัตรกับความฝันที่ต้องการ มันว่าถึงความสัมพันธ์ที่แตกแยกแต่ไม่เคยล่มสลายโดยมีเพื่อนสาวแสนสวยเป็นตัวแปรอันนำไปสู่โศกนาฏกรรมในท้ายที่สุด ความโดดเด่นของหนังนอกจากเพลงประกอบที่อมตะนิรันดร์กาลแล้วน่าจะรวมไปถึงการถ่ายทอดเรื่องราวแห่งมิตรภาพที่แสนงดงามแต่โดนโลกเล่นตลกนี้ด้วย
     อนึ่ง มาเรีย จาง สวยมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆ หุ่นดีมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ และเราหลงเสน่ห์เธอมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
 
04/06/12 - Breathless (Jean-Luc Godard/ France/ 1960) - 5++/5
     ดูรอบสอง ชอบเหมือนเดิมแต่รัก Jean Seberg มากกว่าเดิม 

     ดูจากแผ่น Critirion (เวอร์ชั่นครบรอบ 60 ปี ที่ก๊อปมาอีกที) ดูรอบนี้เราพบว่าการตัดต่อแบบ Jump Cut ของโกดาร์ดรุนแรงมาก ในหลายๆซีนพี่แกเล่นตัดส่วนกลางออกจะเหลือแค่หัวกับท้ายซีน หรือไม่ก็ย่อยออกมาเป็นหลายๆชิ้นแล้วเอามาประกบกันแล้วแต่งด้วย Narrative ซึ่งไปอ่านเจอมาว่าที่เขาตัดแบบนี้ก็เพราะหนังมันยาวเกินไป (มันก็เลยกลายเป็นโชคดีไปเลย) อันแตกต่างกับหนังเรื่องอื่นๆที่เราได้ดูที่เหมือนการ Jump Cut ของเขาจะมีการคิดไว้ล่วงหน้าแล้ว (กำลังค่อยๆตามดูพวกเบื้องหน้า-เบื้องหลัง บทสัมภาษณ์ สารคดีและพวกบทวิจารณ์ของหนังอยู่เพราะแผ่น Critirion เวอร์ชั่นนี้จัดเต็มมากที่ยัดไว้ในดีวีดี 2แผ่น)
 
05/06/12 - The 33D Invader (Man Kei Chin/ HK/ 2011) - 0.5/5
    มันว่าถึงมนุษย์โลกที่มาจากปี 2046 ที่ถูกมนุษย์ต่างดาวรุกราน มนุษย์ต่างดาวประเภททำลายล้างด้วยการมีเซ็กซ์ที่ทำให้ผู้ที่โดนเอานั้นกลายเป็นเออ! มนุษย์เซ็กซ์ต่างดาว!!! กลายเป็นเชื้อร้ายในการสืบทอดเผ่าพันธ์มนุษย์โลกเพราะทำให้ชายและหญิงชาวโลกติดเชื้อร้ายนี้ แต่แล้วก็มีองค์ระดับชาติองค์กรหนึ่งเข้ามาช่วยเหลือสาวๆ "สุขภาพดี" เพื่อพาพวกเธอย้อยเวลากลับมายังปี 2011 เพื่อสร้างเผ่าพันธ์มนุษย์ล่วงหน้าเอามาต่อกรกับเอเลี่ยนในอนาคต วิธีการก็คือการเอากับชายที่ "สุขภาพดี" เพื่อลูกออกมาจะได้สมบูรณ์แบบ!! โอ้ยยยยยย แค่นี้กูก็จะบ้าแล้วและรู้สึกเสียมือมากถ้าจะเขียนต่อไปเอาเป็นว่าสรุปเลยละกันว่าหนังมันเหี้ยมาก มันคือหนังซอฟคอร์ที่ฮาร์ตคอร์กว่า Sex and Zen เวอร์ชั่นล่าสุดแต่ความสถุลต่ำตมแม่งพอๆกัน ฉากเด็ดแห่งความต่ำนั้นมีเยอะมากเกินสาธยาย ตัวละครเปลี่ยนความคิดแบบหน้ามือเป็นหลังตีนได้อย่างรวดเร็วอย่างไม่น่าเชื่อ เอเลี่ยนชั้นต่ำที่สุดในปฐพี ข้อดีอย่างเดียวคือเซ็กซ์ซีนที่มันหวือหวาดีอันจะคือเหตุผลหนึ่งเดียวที่เราจะตามดูหนังแบบนี้ต่อไปหากมันยังถูกสร้างกันอยู่
 
07/06/12 - The Kid with a Bike (Jean-Pierre Dardenne, Luc Dardenne/ Belgium, France, Italy/ 2011) - 3/5
    ไม่เคยดูหนังของพี่น้อง Dardenne มาก่อนเลย นี่คือเรื่องแรกและเห็นเขาชมกันมากทีเดียวแต่มันคงไม่ถูกจริตเราจริงๆเพราะรู้สึกเฉยๆทั้งๆที่มันมีองค์ประกอบหลายๆอย่างถือได้ว่ายอดเยี่ยมและดูเพลินมาก หนังถ่ายทอดด้วยอารมณ์ที่ดู "จริง" ดี เว้นระยะห่างของกล้องและตัวละครอย่างพอเหมาะไม่ล่วงล้ำเกินไป รวมไปถึงการเคลื่อนกล้องอันไหลลื่น(เราชอบการตามถ่ายตัวละครขี่จักรยานแบบ long take) แล้วเร้าความรู้สึกของผู้ชมด้วยการแสดงที่ทำให้หนังดูสนุกไม่น่าเบื่อเลยโดยเฉพาะการแสดงของเด็กน้อยเสื้อแดง Thomas Doret ผู้ตามหาจักรยานและความรักจากผู้เป็นพ่ออันเป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยมที่สุดของหนัง บางช่วงเราถึงกับอุทานว่า "ไอ้เด็กเปรต" และในบางเวลาก็ทำเอาเศร้าเอาการ เพียงแต่เมื่อมองเจาะลึกลงไปมันกลับไม่สามารถกระทบความคิดความรู้สึกของเรา ได้มากเท่าใดนัก
 
10/06/12 - กากี รักร้ายตัณหาร้อน (นครินทร์ ปิ่นมณี/ ไทย/ 2554) - 0.5/5
    เธอคือสาวรุ่นที่กลายมาเป็นเมียใหม่ห่างอายุของคุณท่านเหตุผลน่ะหรือ? ก็เพราะแม่เธอที่ตายไปแล้วฝากเอาไว้ให้ดูแลคุณท่านผู้มีพระคุณอย่างดีซึ่งท่านก็ดีแสนดีแถมยังป่วยใกล้ตายอยู่รอมร่อ แต่ด้วยความสาวเธอกลับไปมีสัมพันธ์สวาทกับสามีของหลานสาวคุณท่านแล้วก็โดนจับได้และโดนตราหน้าว่าคือนางกากี เธอทำได้แต่เพียงตัดพ้อตัวเองเพ้อเจ้อไปเรื่อยๆและรักษาศักดิ์ศรีโดยไม่รับมรดกมหาศาลที่คุณท่านที่ตายไปแล้วมอบให้ แถมยังยอมรับความผิดโดยการอยู่ใต้ตีนหลานสาวและตกเป็นทาสสวาทของลูกน้องคุณท่านอีกคนหนึ่ง...

     คือกูเบื่อแล้วกับอะไรแบบนี้จริงๆ โลกมันโหดร้ายกูรู้ แต่สู้หน่อยเถอะ นางเอกนางฟ้าแบบนี้ให้อยู่แต่ในละครก็พอ ดูแล้วเพลีย (ช่วงหลังๆยังไม่พบเพชรในตมเลยซักเรื่อง เซ็ง!)
 
13/06/12 - Reign of Assassins (Chao-Bin Su/ China/ 2010) - 5+++/5
      สนุกมาก สนุกฉิบหาย สนุกจนลืมดูบอล
     นี่แหละหนังกำลังภายในที่เราชอบและอยากดู ไม่ต้องมีเอ็ฟเฟ็กซ์ซีจีอะไรให้มันมากมาย ซัดกันด้วยกระบี่และลีลางามๆบวกกับใช้สลิงช่วยแบบนี้แหละที่มันเป็นสเน่ห์จริงๆของหนังแนวนี้ เรื่องราวไม่ต้องยิ่งใหญ่ วางสโคปให้มันพอเหมาะแค่นี้ก็เยี่ยมแสนเยี่ยมแล้วและที่ฟินเป็นพิเศษก็ไอ้เรื่องยุทธจักรที่ใครก็ตามที่เข้าไปแล้วยากที่จะถอนตัวออกมา แล้วในเรื่องมันก็มีคนที่อยากถอนตัวเต็มไปหมดด้วยเป้าหมายต่างๆนาๆในโลกยุทธจักรที่มีจอมยุทธเต็มไปหมด เป็นการผลัดเปลี่ยนใบที่แลกด้วยเลือด แล้วยิ่งพอเรื่องดำเนินไปเรากลับยิ่งพบว่าแท้จริงแล้วมันอาจคือความกลวงเปล่าของเป้าหมายที่ได้วางไว้ ในแง่ปัจเจกมันอาจคือความยิ่งใหญ่แต่หากมองโดยองค์รวมมันกลับกลายเป็นอีกสิ่งที่ดูไร้ค่า แถมเมื่อหนังแสดงให้เห็นว่าไอ้พวกจอมยุทธแม่งไม่ได้ยิ่งใหญ่อะไรเลยเป็นเพียงแค่เบี้ยเล็กๆในกรอบอำนาจที่คลุมอยู่อีกทีนี่เป็นอะไรที่โดนฉิบหาย ซึ่งหนังมันก็จบแบบไม่มีใครสามารถออกไปได้จริงๆได้เลย มันดูเหมือนจะออกไปได้แต่ออกจากกรอบใหญ่ไม่ได้เลย

     มิเชล โหย่วในเรื่องนี้สวยฉิบหาย งามมาก มีเสน่ห์มาก สายตาเธอดูโอบอ้อมแต่ซ่อนอำมหิตได้จริงๆ
 
16/06/12 - วัยอลวน (เปี๊ยก โปสเตอร์/ ไทย/ 2519) - 4/5
    หนังวัยรุ่นที่สั่นสะัเทือนวงการภาพยนต์ไทยในยุคสมัยของเสื้อเชิ๊ตกางเกงขาบานที่ใครๆก็อยากเป็นตั้มกับโอ๋กันทั่วประเทศ ความน่าสนใจของหนังนอกจากความสนุกแสนเพลิดเพลินและเพลงประกอบเพราะๆโดนๆติดหู (สุขาอยู่หนใด, น่ารัก) แล้วคือวิธีการเล่าเรื่องของหนัง หนังเล่าเรื่องแหวกขนบหนังวัยรุ่นทั่วไปมากๆ(แม้ว่าจะเป็นหนังสมัยนี้ก็ตาม)มีการพลิกแพลงตลอดเวลาคือเหมือนเรื่องจะไปทางนั้นแต่มันกลับเลี้ยวไปอีกทางหนึ่งแทนมันเลยสนุกตรงที่เดาไม่ถูกแถมยังสร้างตัวละครที่เดาทางได้ยาก ทั้งตัวตั้มเองมีด้านขั้วตรงข้ามกันอยู่เต็มๆทั้งสองฝากแต่ที่เด็ดสุดคือตัวพ่อตาผู้อยากเอาชนะ เรารู้สึกว่าตัวละครตัวนี้มันมีความเหนือจริงอยู่บ้างซึ่งมันกลับกลายเป็นข้อดีและเข้ากับหนังเหลือเกินเมื่อหนังจบลง
 
17/06/12 - 36 (นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์/ ไทย/ 2555) - 4/5
   
 
 
 
 
 
 
 19/06/12 - After Midnight (Davide Ferrario/ Italy/ 2004) - 5+++++/5
    การได้ชมภาพยนต์เรื่องนี้ที่ฉายด้วยฟิล์ม ณ หอภาพยนตร์ในครั้งนี้ได้กลายมาเป็นประสบการณ์ที่น่าจดจำอันหนึ่งในชีวิตการดูหนังของเราไปแล้ว ให้ตายเหอะ! แทบจะละลายคาโรง แถมเดินออกจากโรงมาเจอแบบโมเดล cinematheque ของบ้านเราที่กำลังจะสร้างอีกยิ่งทำให้ความฟินทะลุปรอทแตกกระจุย ก็เพราะหนังมันว่าด้วยรักสามเส้า ณ เมืองตูรินอิตาลีโดยเฉพาะในพิพิธภัณฑ์ภาพยนต์ แทบทุกส่วนของหนังคือการคารวะศิลปะแขนงที่ 7 นี้อย่างน่ารักและเคารพ หนังแสดงให้คนดูทราบตั้งแต่ต้นเรื่องเลยว่านี่คือชุดเรื่องเล่าเรื่องหนึ่ง เรื่องเล่าอันเป็นหนึ่งในพื้นฐานหลักของภาพยนตร์ เรื่องรักชายหญิงที่คุณไม่ต้องคาดเดาอะไรหรอกเพราะหนังจะเป็นคนบอกคุณและนำพาคุณไปเอง สอดแทรกด้วยภาพจากหนังเงียบคลาสสิคโดยเฉพาะหนังของยอดผู้กำกับในยุคหนังเงียบ บัตเตอร์ คีตัน ผู้น่าสงสารที่กลายมาเป็นต้นแบบของหนึ่งในตัวละครหลัก (ตอนดูหนังเรื่องนี้ยังไม่เคยดูหนังของคีตันเลยแต่พอได้ดูแล้วเราพบว่าคีตันคือหนึ่งในอัจฉริยะจริงๆ เดี๋ยวเขียนถึงในหนังเรื่องทีได้ดูต่อไป) หนังสั้นที่ตัวละครตัวนี่ถ่ายนั้นจี๊ดมากเพราะมันเอาความรักความเคารพในภาพยนตร์มาเปรียบดั่งความรักกับหญิงสาวที่ทำเอาเรายิ้มกริ่มอย่างมีความสุขและหากตัวเลขฟิโบนาชี่คือความอัศจรรย์แห่งสรรพสิ่ง ภาพยนตร์ก็คงมีความหมายไม่ต่างกันสำหรับเรา

     หากคุณชอบและหลงรัก HUGO หนังเรื่องนี้น่าจะเหมาะมากกับคุณเพราะมันคืออีกหนึ่งหนังสำหรับคนรักหนัง ผู้เห็นค่าของสิ่งนี้เป็นมากกว่าแค่ภาพเคลื่อนไหวจากแสงที่ตกกระทบบนจอขาว

     ดูจบแล้วนอกจากอยากจะลาออกจากงานประจำไปทำงานที่หอภาพยนตร์แล้วยังอยากสั่ง เสียล่วงหน้าให้เอาเถ้าอัตถิของตัวเองไปโปรยในหอภาพยนตร์ให้รู้แล้วรู้รอดไป เลย (แต่เขาคงไม่อนุญาต 555) 
 
19/06/12 - อันธพาล (ก้องเกียรติ โขมศิริ/ ไทย/ 2555) - 3.5/5
    หลังจากที่ทำเราน้ำตาอาบหน้าใน "เฉือน" หนังเรื่องก่อนของก้องเกียรติที่ทำให้เราปวารณาตัวว่าจะตามดูผลงานของแกต่อไปอย่างต่อเนื่องซึ่งในผลงานเรื่องล่าสุดนี้แม้เราจะไม่ถึงกับชอบหรือโดนกับมันอย่างเรื่องก่อนแต่โดยภาพรวมยังถือได้ว่าภาพยนตร์เรื่องนี้มีความโดดเด่นจากหนังไทยในยุคสมัยนี้หลายๆเรื่องโดยเฉพาะวิธีการเล่าเรื่องที่เป็นการผสานรวมทั้งการเล่าเรื่องแบบทั่วไปตามกาลเวลา การเล่าเรื่องย้อนหลังรวมไปถึงการเล่าเรื่องแบบสารคดีที่ซ้อนทับและสลับกัน ไปเป็นชั้นๆกลายเป็นเหมือนชุดเรื่องเล่าที่แยกกันออกเป็นตอนๆ ดูไม่ต่อเนื่อง ซึ่งความน่าสนใจของมันคือนี่อาจเป็นหนึ่งในหนังไทยในจำนวนไม่มากที่แสดงให้เห็นถึงวิธีการเล่าตำนานใดๆในเหตุการณ์หนึ่งๆด้วยมุมมองส่วนบุคคลต่อ "เรื่องเล่า" ที่อิงจากเรื่องจริงอีกที ที่ซึ่งมันอาจไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นจริงๆทั้งหมดเลยก็เป็นได้ (ตามความหมายของตำนานโดยทั่วไป) และเพราะภาพจำในเรื่องเล่าของตำนานในแต่ละบุคคลนั้นต่างกันออกไป บ้างเน้นช่วงเวลาหนึ่ง แต่บ้างเน้นอีกช่วงเวลาหนึ่งแล้วพอเรื่องเล่าถูกประกอบและเล่าต่อๆไปจนเกิดผู้เล่าที่เพิ่มมากขึ้นมันก็คงคล้ายๆกับหนังเรื่องนี้ (ที่ใช้ตัวละครอีกรุ่นหนึ่งเป็นผู้เล่าเรื่อง) ในการประกอบสร้างเรื่องเล่าขึ้นมาใหม่โดยอาจใช้จินตนาการมาเติมแต่งส่วนที่ขาดหายไป (ในที่นี่หมายรวมกับการสร้างหนังทั้งเรื่องด้วย) น่าเสียดายที่การประกอบสร้างเรื่องนี้ยังไม่เข้มข้นและนำพาผู้ฟัง(ผู้ดูในโรง)ไปสุดทางได้

     อนึ่ง สิ่งที่น่าชมมากๆของหนังคือการสร้างโลกของอันธพาลออกมาได้อย่างน่าชมทั้งองค์ประกอบภาพ งานกำกับศิลป์รวมไปถึงกลุ่มนักแสดงที่ยอดเยี่ยมทั้งกลุ่ม(ทุกคนจริงๆ) โดยเฉพาะพี่น้อยที่มอบการแสดงแบบน้อยได้มากสุดทรงพลังและคนที่เราว่าเป็นที่สุดในหนังจริงๆคือน้าหำที่รับบทโดยพี่สืบ บุญส่ง นาคภู่
 

21/06/12 - The Cameraman (Buster Keaton/ US/ 1928) - 5+++/5
    บอกตามตรงว่าทึ่งมากเมื่อดูหนังจบลงจนอยากไปหาหนังเรื่องอื่นๆของคีตันมาดูและรู้สึกละอายตัวเองเหลือเกินที่ไม่เคยดูหนังของเขามาก่อนเลยซักเรื่อง (ถ้าไม่ได้ดู After Midnight ก็คงยังไม่คิดจะหยิบงานเขามาดู) เราพบว่านอกจากความเพลิดเพลินจากภาพที่ร้อยเรียง ความตลกแบบขำก๊ากออกมาจริงๆหรือแม้แต่ความเศร้าสร้อยกับเรื่องตลกของชีวิตแล้วหนังของคีตันเรื่องนี้สามารถทำให้เราอ้าปากค้างได้เลยกับภาพในหลายๆฉากเมื่อมองในบริบทของหนังในยุคนั้นทั้งฉากการวิ่งระยะไกล, ฉากผาดโผนบนรถยนต์หรือแม้แต่ฉากความอลังกาลในช่วงท้าย มีอยู่ฉากหนึ่งที่เป็นการฉายภาพของหนังเรื่องแรกที่บัสเตอร์ถ่ายมา มันเป็นภาพซ้อนและภาพแบบแยกจอ(แต่ไม่เป็นที่พิศมัยของเจ้าของสำนักข่าว)ที่ซึ่งเป็นการแสดงความล้ำมากๆของคีตัน

    เหนือสิ่งอื่นใด จะด้วยตั้งใจหรือไม่ก็ตามเราพบว่า(คาดว่า)หนังเรื่องนี้น่าจะเป็นหนึ่งในหนังในยุคแรกๆที่แสดงถึงพลังอำนาจของกล้องและสื่ออย่างตั้งใจ อำนาจของกล้องในเรื่องนอกจากสามารถนำมาใช้หาเงินหรือจีบสาวได้แล้ว ภาพจากล้องยังคือการระบุถึงความมีอยู่จริงของเหตุการณ์ที่มีพลังอำนาจเหนือการกระทำหรือคำกล่าวใดๆ(มันน่ายกย่องยิ่งเมื่อคิดว่านี่คือหนังเงียบ) และด้วยเหตุผลเช่นนี้หนังยังได้แสดงให้เห็นเพิ่มเติมว่ากล้องไม่ใช่สิ่งที่มีอำนาจมากที่สุดอย่างที่เห็น เพราะสิ่งที่อยู่หลังกล้องนั้นต่างหากที่มีอำนาจสูงสุด ผุ้ควบคุมการจับภาพนั้นต่างหากคือผู้กุมทุกสิ่งเพราะเอาเข้าจริงภาพจากกล้องมันสามารถจัดฉากขึ้นมาได้ (อาทิเช่นฉากการสร้างสถานการณ์เพื่อถ่ายภาพของตัวเอกในฉากอลังกาลท้ายเรื่อง) อันเป็นสิ่งที่ล้ำและเหนือชั้นกว่าที่คิดไว้มากๆจนสัญญากับตัวเองว่าจะหาหนังของเขามาดูเพิ่มเติมอย่างแท้
 
24/06/12 - ข้างหลังภาพ (เปี๊ยก โปสเตอร์/ ไทย/ 2528) - 3/5
    ไม่เคยอ่านนิยายหรือดูหนัง/ละครเวอร์ชั่นใดๆเลย ได้รับรู้เรื่องราวของข้างหลังภาพก็จากหนังเรื่องนี้เป็นครั้งแรก หากมองในบริบทของนิยายหรือตอนที่หนังเข้าฉายมันคงเป็นหนังที่สามารถสะท้อนกรอบความคิดของสังคมและจารีตของหญิงไทยในยุคหนึ่งได้ดีอันรวมไปถึงเรื่องราวโศกนาฏกรรมความรักอันหม่นเศร้าที่คงกัดกร่อนหัวใจของผู้อ่านผู้ดูหลายๆคนในยุคสมัยนั้นที่ยังไม่ได้โลกาภิวัตน์และเปลี่ยนไปมากเหมือนตอนนี้ ส่วนตัวเราพบว่ามันเวิ่นเว้อมาก เราไม่อินกับการให้ตัวละครมาพ่นคำมธุรสกันไปมาตลอดเวลาในทุกที่ทุกเวลารวมไปถึงการไม่คิดจะเบรคกรอบที่ครอบไว้เลยทั้งๆที่มันดูไม่ได้ยากเย็นอะไรนัก(ซึ่งก็เข้าใจว่ามันคือกรอบที่ถูกสร้างในยุคสมัยนั้น) สรุปคือหนังมันคงไม่ตรงกับจริตของเราเองจริงๆ (หาข้อมูลเพิ่มเติมพบว่าจุดเด่นของเรื่องอีกจุดหนึ่งคือความแตกต่างหลายๆอย่างระหว่างช่วงก่อนและหลังปฏิวัติอันน่าเสียดายเป็นอย่างยิ่งที่เราไม่ได้รู้สึกในประเด็นนี้เลยเมื่อดูหนัง)
 
24/06/12 - The Dreamers (Bernardo Bertolucci/ UK, France, Italy/ 2003) - 5+++/5
   ในที่สุดก็ได้ดูรอบสอง ณ เวลาที่ได้คุ้นลิ้นกับหนังยุโรปเก่าๆไปบ้างแล้วอันเน้นมากไปที่กลุ่มนิวเวฟฝรั่งเศส (ที่เราได้ดู เออออ หนังโกดาร์ด 4เรื่องและทรูว์โฟ 1เรื่อง...ต่ำตมมากกู ยังหน้าด้านมาบอกเขาอีก ==') ยกเรื่องความจี๊ดที่หนังมีการอ้างเอ่ย ทำความเคารพหรือแสดงความรักต่อหนังคลาสสิคต่างๆนั้นไปก่อนได้เลยเพราะมันโดนเรามากๆเป็นสิ่งปกติอยู่แล้ว (กรี๊ดฉาก New York Herald Tribune อย่างเสียสติ) หนังเรื่องนี้มันว่าด้วยเรื่องของภาพยนตร์ เซ็กซ์และการเมืองที่สะท้านภาพกันไปมาจนไม่อาจแยกสามสิ่งนี้ออกจากกันไปได้เลย ภาพยนตร์ไม่ได้สามารถทำให้เราหลีกหนีความจริงของโลกไปได้อย่างถาวร, ในทุกความสัมพันธ์ย่อมไม่สามารถหนีห่างจากเรื่องการเมืองไปได้พ้นแม้ความสัมพันธ์นั้นจะลึกซึ้งเพียงใด ส่วนตัวการเมืองก็มักแฝงอยู่ในทุกสิ่งด้วยพลังอำนาจอันสูงส่งและเมื่อการเมืองสามารถทำลายทุกสิ่งได้ไม่เว้นแม้แต่ภาพยนตร์ มันก็ไม่ต่างจากโลกจริงที่ทำลายโลกฝันหรือความสัมพันธ์ที่ถูกทำให้พังทลายลง

     และเพราะหนังเกือบทั้งเรื่องเหมือนดำเนินเรื่องอยู่ในโลกฝันของทั้งสามตัวละคร ตัวละครผู้ใหญ่ในเรื่องเลยถูกกันให้ออกไปจากหนัง พวกเขาคือชนชั้นกลางที่มีหน้าที่เพียงแค่เข้ามาทานข้าวกับคนรุ่นลูกๆ พูดคุยถกเถียงกันถึงสังคมที่เป็นอยู่แล้วก็ทิ้งเช็คไว้ให้พวกเขาก่อนปล่อยให้รุ่นลูกลองถูกผิดกันเอาเอง มอบอิสระอย่างเต็มที่ ไม่รู้ว่าเป็นความตั้งใจของผู้สร้างด้วยหรือเปล่าที่ให้พ่อของคู่แฝดนั้นหน้าตาเหมือนโกดาร์ด?
     ฉากจบของหนังที่ตำรวจสลายการชุมนุมกลุ่มใหญ่วิ่งกรูเข้าหากล้องนั้นกลายเป็นฉากแห่งความเจ็บปวด มันแสดงให้เรารู้สึกถึงการเมืองและโลกจริงที่กำลังจะเข้าจู่โจมเราในทันทีเมื่อหนังจบลง
 
26/06/12 - รักซิกแซก 1 (ตุล บุญนวล/ ไทย / 2012) - 3.5/5
    เราดีใจที่ในที่สุดหนังอาร์ไทยก็มีผู้กำกับหน้าใหม่ๆเข้ามาร่วมวงไพบูรณ์ สร้างความแตกต่างและแปลกใหม่ให้กับหนังอาร์ที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในปีสองปีที่ผ่านมาซักที เรื่องนี้ได้ผู้กำกับจากหนัง เซ็งเป็ด (ที่เรายังไม่ได้ดู) มากำกับให้ หนังแยกออกเป็นหนังสั้น 6 ตอน (ชื่อหนังภาษาอังกฤษคือ Sixsex) ที่ไม่เกี่ยวเนื่องกันเลยและสองในหกนั้นเป็นการก๊อปพล๊อตเรื่องจากหนังใหญ่ที่ชื่อคล้ายๆกันมาเลย หนังทั้ง 6 เรื่องประกอบด้วย:

     1. สถาปนึก เชอรี่ไอเลิฟยู: เซอร์แม่งตั้งแต่ชื่อเรื่องแต่ก็พอเข้าใจได้ว่านี่คือการขาย "เชอรี่ น้ำตาลแดง" แบบตรงไปตรงมาและเป็นการสร้าง First Impression แก่ผู้ชมก่อนเลยเพราะขึ้นชื่อว่าเชอรี่นั้นสามารถรับประกันได้เลยถึงเรื่องการแสดงและการโชว์นั่นนี่ตามเป้าหมายหลักๆของหนังแนวนี้ จุดเด่นของตอนนี้คือตัวบทที่เก๋ดีพร้อมหักมุมในท้ายตอนอันว่าด้วยชายที่เห็นทุกคนที่อยากมีเซ็กซ์ด้วยกลายเป็นเชอรี่ไปหมด

     2. 30 ยังแจ๋ว: หนังเลียนแบบอย่างตรงไปตรงมาทั้งชื่อตัวละครและแนวทางรวมไปถึงความน่ารำคาญของตัวละครฝ่ายชายเหมือนกัน (ฮา) อันเป็นตอนที่น่าเบื่อที่สุด เวิ้นเว้อที่สุด ดูแล้วจะหลับเอาให้ได้

     3. สิบล้อ: อีกหนึ่งหนังเลียนแบบที่กล้าแม้ให้ตัวเอกชื่อว่ามาริโอ้! มันว่าด้วยเรื่องราวความรักฝุ้งๆระหว่างคนขับรถสิบล้อกับพนักงานทำความสะอาดห้องน้ำในปั๊มน้ำมันสุดเอ็กซ์ที่น้ำเน่าเหลือเกิน

     4. ปล้นเว้ยเฮ้ย: นี่น่าจะเป็นตอนที่เราชอบที่สุดในหนังชุดนี้ ตัวละครหลักทั้งสองน่าสนใจดี ฝ่ายหญิงเป็นหญิงสาวแรงๆที่ต้องแต่งงานกับใครก็ไม่รู้เพราะ "สัญญาจ้าง" ส่วนฝ่ายชายหน้าตาเนิร์ดๆต้องแต่งงานกับใครก็ไม่รู้อีกเช่นกันเพราะ "สัญญาประจำตระกูล" ซึ่งฝ่ายหลังลักพาตัวฝ่ายแรกไปเพื่อทำการแบล็คเมล์จะได้ไม่ต้องแต่งงานแต่การก็กลับตาลปัตรทำให้ฝ่ายแรกต้องกลับมาใช้ปืนขู่ฝ่ายหลังเพื่อแบล็คเมล์เพื่อเรียกเงินค่าไถ่แทน กลายเป็นสองเส้นเรื่องเดียวกันแต่ต่างที่ความหมายโดยนัยยะของยุคเก่าและยุคใหม่ จากตัวละครที่แหวกขนบกับตัวละครที่อยู่ในขนบที่มาพบเจอกัน เติมเต็มกันแทนการผลักไส แถมจบหนังปลายเปิดให้ได้คิดต่อ

     5. เครดิตสวาท: ตอนนี้ซื่อๆตรงๆไปหน่อย ว่าด้วยสาวธนาคารแสนดีที่ใช้ร่างกายขัดดอกแทนแฟนบ้าพนันบอล หนังโลกสวยเกิ้นนน

     6. facebook: ตัดความง่อยเปลี้ยของการใช้เฟสบุ๊คที่เอามาใช้คุยกันในเรื่องไปเพราะพี่แกเล่นพิมพ์ในช่องสเตตัสแล้วก็ถ่ายโดยทรีสให้เป็นการคุยโต้ตอบกันไปมาระหว่างสองตัวละครโดยเราไม่เข้าใจว่าทำไมมึงไม่ใช่ฟังก์ชั่นเมสเสจของ FB ว่ะ? หนังเอาโซเชียลเน็ตเวิร์กมาเป็นสื่อกลางของความสัมพันธ์บนศีลธรรมหมิ่นเหม่ ออกจะน้ำเน่าอยู่หน่อยแต่ส่วนที่ดีคือการแนบชิดระหว่างจินตนาการกับความจริง

     แต่แล้วความเซอร์ไพร์สอย่างจังก้ามากๆคือเมื่อหนังทั้ง 6 ตอนจบลง มันจะมีหนังตัวอย่างภาคสองของหนังชุดนี้มายั่วน้ำลายอันเป็นสิ่งที่เหนือความคาดหมายมากๆเพราะนี่อาจเป็นหนังอาร์ยุคใหม่เรื่องแรกเลยมั๊งที่มีการ สร้างภาคต่อแบบตั้งใจเพราะส่วนใหญ่ที่เจอมักจะสร้างภาคต่อแบบไปคนละทิศละทางกับหนังภาคแรกเลยหรือ ไม่ก็ตีความใหม่ให้กับสิ่งใดๆที่หนังเรื่องแรกนั้นๆอ้างถึง แต่เรื่องนี้ไม่ใช่เช่นนั้น มันคือภาคต่อจริงๆซึ่งบางตอนก็เป็นการเล่าเรื่องต่อจากภาคแรกเลยแต่บางตอนจะเป็นการแสดงด้านกลับของภาคแรก! นั่นหมายความว่าตอนที่เราไม่ชอบในภาคนี้อาจกลับกลายมาเป็นชอบได้เมื่อได้ดูภาคสองแล้ว เก๋กู๊ดมากๆ คงจะได้ดูภาคสองเร็วๆนี้แล้วจะเขียนถึงอีกที
 
27/06/12 - The Princess and the Warrior (Tom Tykwer/ Germany/ 2000) - 3.5/5
   ดูหนังของ Tkywer ได้สามเรื่องแล้วก็พบว่าหนังทั้งสามเรื่องของเขามักให้รสชาติที่แปลกประหลาดอันคงเป็นความโดดเด่นมากๆในงานของเขาในการสร้างโลกใบใหม่ขึ้นมา โลกซ้อนเหตุการณ์บนพื้นฐานของระเบิดเวลาใน Run Lora Run หรือโลกแห่งกลิ่นสัมผัสทางตาใน  Perfume: The Story of a Murderer ในเรื่องนี้มันว่าเรื่องของคู่ชายหญิงที่ไม่น่าจะสามารถมาพบกันได้เลยในชีวิตอันปัจเจกธรรมดา ดำเนินไปโดยไร้ความหวังความฝันหรือแม้แต่ความสุขที่โดนอดีตกัดกินให้ขาดวิ่นไปจนจำไม่ได้อีกแล้วว่าหน้าตามันเป็นอย่างไร การพบกันของพวกเขานำมาซึ่งการเติมเต็ม ปิดจบอดีตอันเลวร้ายเพื่อให้ก้าวต่อไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคงซึ่งหนังทำได้ ดีมากๆในการค่อยๆเปิดเผยห้วงอดีตที่เหมือนฟ้าเล่นตลก เหตุผลต่างๆค่อยๆถูกเติมเต็มจนนำไปสู่ฉากกระโดดตึกที่พีคมากที่สุดฉากนั้น ฉากเซอร์เรียลแยกร่างในท้ายเรื่องนั้นแม้จะชัดเกินไปหน่อยแต่ก็พอเข้าใจได้ กับ ผกก ที่เคยทำให้ตัวเอกโดนผู้หญิงรุมกัดกินจนหายไปใน Perfume
 

Comment

Comment:

Tweet

ต้องไปหาหนังดูบ้างแล้วเรา

#7 By 9-kong on 2012-08-20 22:14

Navagan- ขอบคุณที่ยังเข้ามาอ่านครับ 5555 ผมนี่แทบไม่ได้เข้าบล็อคเพื่อนๆมานานมากๆละ นิสัยเสียมากๆ
ถ้าสนใจหน้งอาร์ไทยผมขอแนะนำเรื่อง รักซิกแซก 1 กับ 2 ครับ ซึ่งน่าจะเข้าวิน Guilty Pleasure ของปีสำหรับผม big smile

#6 By Seam - C on 2012-07-16 11:04

ผมว่าคุณ Seam-C น่าจะเป็นคนที่เขียนบทวิจารณ์ถึงหนัง Erotic มากที่สุด ณ ตอนนี้แล้วนะครับ
ผมว่า ผมจะไล่หาหนัง Erotic ที่ได้รับคำวิจารณ์ดีๆ มาดูมั่งเหมือนกันครับ open-mounthed smile

#5 By Navagan (103.7.57.18|58.11.78.80) on 2012-07-15 23:42

โอ้น่าดูหลายเรื่องอีกแล้วbig smile Hot! Hot! Hot!
ขอบคุณมากๆครับ เดี๋ยวลองดูครับ

#3 By Seam - C on 2012-07-02 11:42

แหล่มคร๊าฟ!! big smile big smile Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!
บลอกนี้ดีมากๆค่ะคุณ
อยากให้คุณลองติด directories จังค่ะ
จะได้มีคนเข้ามาดูเยอะๆ :)
Hot! Hot! Hot!

#1 By poprock on 2012-07-02 09:12