01/08/12 - The Dark Knight Rises (Christopher Nolan/ US/ 2012) - 3.5/5
    หนังภาคก่อนเป็นหนังเรื่องแรกเลยที่สร้างแรงให้เราอยากเขียนอะไรถึงมัน(จนขีดๆเขียนๆอย่างสนุกสนานมาจนป่านนี้) เพราะเราชอบมากและรู้สึกว่าไม่เคยได้สัมผัสรับรสหนังฮีโร่แบบนี้มาก่อน (ส่วนหนึ่งต้องยกความดีให้ทั้งกับโนแลนและฮีด เล็ดเจอร์) ซึ่งมันก็เหมือนเป็นหมุดหมายแรกๆกับหนังฮีโร่ดาร์คๆแต่มันก็สี่ปีมาแล้ว สี่ปีที่พาเราเข้าสู่ช่วงวัยเลขสามอย่างเต็มตัว ช่วงวัยที่เริ่มรู้สึกและรู้ตัวว่าไอ้ความหวังดี ความดีงามมันมักไม่ได้มีแต่แง่งามด้านเดียวเสมอเพราะไม่ทางใดก็ทางหนึ่งมันมักก่อสร้างแรงกระทบอะไรบางอย่างแก่สิ่งหนึ่งสิ่งใดหรือใครบางคนเสมอๆและมันก็เป็นเหตุผลเดียวที่เรารู้สึกกับหนังเรื่องนี้ ยอมรับว่ามาตรฐานของโนแลนยังคงสูงชะรูดมากๆ เรามั่นใจมากๆว่าถ้าหนังเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ในมือเขาหนังคงหลุดลุ่ยออกทะเล และเราคงจะเกลียดมันมากๆแต่โนแลนทำได้ถึงและยิ่งใหญ่สมชื่อ การสร้างภาพจำลองความขัดแย้งนั้นน่าขนลุกทีเดียวเพราะแง่หนึ่งเราคิดแย้งกับมันแต่อีกด้านก็อยากยอมรับแบบยากปฏิเสธอันเป็นการดีเบตกันระหว่างความอิสระกับการอยู่ภายใต้ข้อบังคับซึ่งมันได้ส่งผลกับคำถามส่วนตัวว่าทางสายกลางมันมีจริงหรือ?และหน้าตาเป็นอย่างไรกันแน่?ในเมื่อมาตรฐานความคิดและพื้นเพของแต่ละปัจเจกบุคคลนั้นมันไม่เหมือนกันเลย ซึ่งตัวละครเบน ไม่ซิ! ต้องตัวมิแรนด้า มันมารองรับสิ่งเหล่านี้ แต่เมื่อหากมองหลุดพ้นไปจากสิ่งที่ว่าไปแล้วหนังเรื่องนี้มันถูกเราจดจำในฐานะปาหี่แห่งความดีของแบตแมน อเมริกันฮีโร่ผู้กลับยืนอยู่ในจุดเดิมตามเป้าประสงค์ตั้งต้น สาเหตุก็เพราะท้ายที่สุดหนังบอกว่าคนอย่างเราๆมันไม่มีความสามารถพอที่จ แบกรับหรือทนกับเรื่องแบบนี้ได้หรอก การค้นหาสิ่งยึดเหยี่ยวและผู้ปลดปล่อยจึงเป็นสิ่งที่เราเฝ้ามองหาบนพื้นฐานของความดีที่ไม่มีอะไรตายตัว ใครถือไพ่เหนือกว่า ไม่สิ! ใครมีโอกาสมากกว่าก็ได้ครอบครองไป

     แน่นอนตัวละครที่ต้องจดจำอย่างที่สุดคงหนีไม่พ้นเซลิน่าหัวขโมยเซ็กซี่ สุดกร้านและมันน่าตื่นเต้นมากๆที่มีความเป็นไปได้ว่าโรบินจะกลายเป็นตัวเอกบ้างอย่าง สมบูรณ์ 
 
04/08/12 - บุญชู ผู้น่ารัก (บัณฑิต ฤทธิ์ถกล/ ไทย/ 2531) - 5/5
    การได้กลับมาดูภาคต้นของหนังชุดที่เป็นที่จดจำมากที่สุดของไทยนั้นไม่เคยเป็นสิ่งน่าเบื่อ จำได้ว่าเคยดูตอนเด็กมากๆซึ่งก็หลงๆลืมๆตัวหนังไปหมดแล้วๆพอมีโอกาสได้ดูอีกทีก็พบว่ายังคงมีความสุขกับมันเหมือนเดิม คิดถึงความใสซื่อ คิดถึงกลุ่มเพื่อนกวนๆ คิดถึงดางรุ่งคู่ขวัญในยุคนั้นอย่างสันติสุข-จินตรา ก่อนหนังฉายมีการให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าหนังเรื่องนี้เข้าฉายถูกช่วงเวลคือในช่วงเศษฐกิจตกต่ำและเรายังสามารถเทียบเคียงกับตัวละครไม่ตัวใดก็ตัวหนึ่งได้ ซึ่งเราเห็นด้วยอย่างที่สุด แน่นอนความใสซื่อของบุญชูคงกลายเป็นยูโทเปียไปเสียแล้วหากมองด้วยสายตาปัจจุบันของเราเอง แต่ก็นั้นแหละมันอาจคือสิ่งที่เราเฝ้าค้นหาอยู่ตลอดก็ได้แม้ว่ามันจะยากและ มีแรงต้านอยู่เต็มทน....ไม่ใช่ก็ใกล้เคียงแหละน่าาาาาา

    อนึ่ง ชอบการใช้เพลงในเรื่องมากๆที่กลายเป็นอีกหนึ่งตัวละครในการเล่าเรื่องโดยใช้ทำนองเดิมแต่เปลี่ยนเนื้อ น่ารักดี
 
05/08/12 - The Kick วอนโดนเตะ (ปรัชญา ปิ่นแก้ว/ ไทย/ 2554) - 0.5/5
    เออ! กูวอนเองที่เอามาดูเลยโดนเตะซะสะบัดสะบอม ก็พอเข้าใจแหละว่าการนำเอาศิลปะการต่อสู้ของสองประเทศมาพบกันมันคงน่าสนใจไม่น้อยซึ่งไทยเราเองก็เด่นมากอยู่แล้วในหนังศิลปะป้องกันตัวเลยดูน่าจะเป็นการสร้างเคมีได้อย่างน่าสนใจแต่ที่ไหนได้มันกลับออกมาน่าเบื่อชะมัด ไม่มีอะไรแปลกใหม่ให้น่าจดจำ แถมเนื้อเรื่องก็เกินรับจริงๆ หนังมีปัญหาเชกเช่นเดียวกับหนังบู๊ของปรัชญาในช่วงหลังๆกล่าวคือการต่อสู้และเรื่องราวไม่ได้นำพาไปสู่อะไรเลย(ในแง่ที่มากกว่าแค่เส้นเรื่อง) สร้างสถานการณ์ให้มาเตะต่อยกันด้วยแอ็คชั่นที่คิดว่าน่าตื่นตา(แต่ไม่เลย)แล้วก็จบแบบแฮปปี้ อย่างไรก็ตามก็เข้าใจแหละว่าเราอาจไม่ถูกโฉลกและตื่นเต้นกับหนังพวกนี้อีกแล้ว อารมณ์แบบนั้นมันคงผ่านไปแล้วโดยสมบูรณ์ (แต่ก็ยังไม่แน่ใจกับ The Raid ที่ยังไม่ได้ดู) อนึ่งเราว่าฉากต่อสู้ผสมเต้นกลับฉากต่อสู้สร้างจังหวะนั้นเวิร์คอยู่ๆ
 
05/08/12 - Insect in the Backyard (ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์/ ไทย/ 2553) - 3/5
   เหมือนโดนมวลหมู่แมลงลงโทษที่ไฟล์หนังที่ถูกปล่อยอยู่ในเวบบิตนั้นไม่สม ประกอบ กระตุกและสะดุดในหลายๆช่วงอันทำเอาเสียอถรรสในการรับชมไปพอควร (ดูฟรีมีน่ามาบ่นอีกตรู..) เอาเป็นว่าขอเขียนเท่าที่รู้สึกแล้วกัน

     หากเรามองว่าหนังเรื่องนี้ต้องการเพียงแค่เสนอความเป็นจริงที่มีอยู่และเกิด ขึ้นเป็นพลวัตรในสัมคมไทยเท่านั้น เราคงจะเฉยๆกับหนังเรื่องนี้พอควร แต่ก็ไม่ใช่ด้วยเหตุผลง่อยๆอย่าง "ไม่จริ๊ง ไม่จริง สังคมไทยเป็นสังคมอันศิวิไล้เซชั่น เรื่องแบบนี้ไม่เคยเกิดขึ้นหรอกย่ะ" อะไรเทือกนั้น แต่เรารู้สึกว่าหนังมันนิ่งเรียบและแบนราบไปหน่อย ไม่ใช่ในแง่ของตัวละครนะ แต่คือในแง่ของพัฒนาการที่เราว่ามันด้านเดียวและแลดูง่ายเกินไป แต่หากเราไปมองในบริบทอื่นเราพบว่ามันน่าสนใจดีโดยเฉพาะในเรื่องของเพศสภาพที่หนังจงใจตั้งคำถามว่าเพศของคนเรามันสามารถมีมากกว่า 2 หรือไม่? และมันจะสามารถสลับอำนาจระหว่างกันได้ไหม? ตัวละครหลักทุกตัวในเรื่องข้ามเส้นแบ่งนี้ไปมาอย่างน่าคิดซึ่งมันก็อยู่ในกรอบของความเป็นมนุษย์ปุถุชนธรรมดาท่ามกลางสังคมอันสามัญที่อยู่อีกด้าน หนึ่งของแสงตะวัน

     ส่วนเรื่องความแรงของหนังนั้นก็น่าสนใจในการตั้งคำถามกับตัวของเราเองหากลองคิดว่าถ้านี่ไม่ใช่หนังไทยเราจะรู้แบบเดียวกันหรือเปล่า? แล้วอะไรคือความมาตรฐานของมันในการวัดค่า? แล้วหากอ้างไปถึงบริบททางสังคม ในสังคมเดียวกันมันจะมีบริบทเพียงหนึ่งเดียวจริงหรือในเมื่อคนเราก็ไม่เหมือนกัน? น่าศึกษาดี

     อนึ่ง เราดีใจที่บ้านเรามีหนังไทยขนาดยาวแบบนี้ หนังที่กล้าและซื่อสัตย์ต่อตัวเองมากๆอันเป็นหนึ่งในตัวแทนของความหลากหลายทางสังคม ดังนั้นแล้วการแบนหนังทั้งๆที่ยังไม่ได้ให้ผู้คนในสังคมได้พินิจพิจารณาเองนั้นเป็นอะไรที่น่าประณามอย่างที่สุดเพราะมันเป็นการแสดงให้เป็นถึงความโง่เขลาเบาปัญญาของกลุ่มคนที่เห็นว่าความคิดตนตัวเองนั้นถูกต้องและเป็นผู้ "มีศีลธรรมอันดี" อันเป็นสิ่งที่ไม่สามารถวัดค่าใดๆได้เลย
 
05/08/12 - Mission: Impossible - Ghost Protocol (Brad Bird/ US/ 2011) - 1/5
    แรกๆมันก็ดูน่าตื่นเต้นดี แต่เมื่อเวลาเดินหน้าความสนุกบันเทิงกลับถดถอย จริงๆแนวคิดของมันก็คล้ายๆกับ The Dark Knight Rises ที่เพิ่งได้ดูไปอยู่เหมือนกันคือแนวความคิดที่ว่าก่อนจะได้พบกับ Peace มันต้องมี Chaos เสียก่อนเพื่อความสมบูรณ์แบบและเห็นคุณค่าเพียงแต่เรื่องนี้มันไม่ได้เข้มข้นเหมือนอย่างตัวละครเบนในแบตแมนและแม้หนังจะใส่ประเด็นอันว่าด้วยทุกคนมีความลับส่วนตัว (ซึ่งก็ยังคงเหมือน TDKR อีกเหมือนกัน) แต่มันกลับกลายเป็นความตลกแสนเสร่ออย่างที่สุด (คิดถึงฉากพี่เจเรมี่สารภาพสิ!) ส่วนไอ้การแย่งกันกดปุ่มแดงๆเพื่อหยุดวิกฤตอะไรพวกนั้นถามจริงๆเถอะไม่เบื่ กันบ้างหรือ???

     ปล. ภาคที่เราชอบที่สุดก็ยังคงเป็นภาคสามเหมือนเดิม
 
07/08/12 - Martyrs (Pascal Laugier/ France, Canada/ 2008) - 5+++/5
   ดูจบทำเอาเกือบใกล้จะเป็นบ้า ตอนแรกว่าจะเอาหนังเบาๆมาดูก่อนนอนเพราะดูหลังจากกลับจากงานและดึกมากแล้วแต่ที่ไหนได้ดันสุ่มได้เรื่องนี้แล้วก็ได้ตาค้างยาวเลย หนังมันไปสุด สุดมากจริงๆและสุดทุกทาง จะจิตวิทยาก็ถึง เลือดสาดก็ถึง เขย่าขวัญสยองขวัญก็ถึงแล้วยังจบแบบค้างคาและตั้งคำถามทีทำเอากูอึ้งแดกแบกใบ้และด้วยความที่เราไม่รู้ข้อมูลอะไรกับหนังมากนักเลยยินดีพลีกายถวายให้ แก่หนังอย่างดุษฏี

     หากจะมองแยกส่วนเราอาจมองเห็นหนังเป็น 3 ส่วน ส่วนแรกมันว่าด้วยผลกระทบของการถูกกระทำ มันคือเรื่องราวของความบอบช้ำของจิตใจและการค้นหาคำตอบ(ด้วยการล้างแค้น) หนังในช่วงนี้เรียกได้ว่าสยองขวัญเลยทีเดียวจนคนดูอย่างเราๆเริ่มจะใกล้บ้าไปด้วยคน ส่วนที่สองคือขั้นตอนการถูกกระทำดังกล่าวด้วยเหตุผลอันใดที่ยังไม่แน่ชัด ตอนนี้คนดูก็เลยใกล้บ้าแบบมีความหดหู่เข้ามาผสมเพิ่มเติมแล้วหนังก็มาพีคสุดเมื่อมาถึงส่วนสุดท้ายที่เปิดกว้างมากๆในการตีความ จะมองว่ามันวิภาคสังคมก็ได้ วิภาคศาสนาก็ได้ ตัวอันนาอาจคือเหยื่อของสังคม อาจคือเครื่องมือของชนชั้นหรืออาจคือตัวแทนของพระเยซูเจ้าก็ได้

     ฉากจำมากๆฉากหนึ่งและเราชอบมากคือฉากครอบครัวชนชั้นกลางแสนสุขที่ถูกฆ่าตายยกครัวแบบไม่ทันตั้งตัว แง่หนึ่งมันก็ซะใจดีที่มันแลดูเหมือนการเอาคืนทางชนชั้น แต่หากดูจนหนังจบเราพบว่ามันกลับยิ่งเป็นการเติมเชื้อไฟเพราะเอาเข้าจริงคนอย่างอันนานี่แหละเป็นสิ่งที่น่ากลัวที่สุดซึ่งไอ้สิ่ง ที่น่ากลัวนั้นก็คือความหวังดีของเธอเองที่คิดและเชื่ออยู่ฝ่ายเดียวอันเป็นโอกาสให้ผู้อื่นนำมันไปใช้เป็นเครื่องมือในการแว้งย้อนกัด

     เราไม่รู้หรอกว่าอันนาพูดอะไร แต่เมื่อหนังจบลง เรารู้สึกอยากลองตายดูซักครั้งจริงๆ

     ปล .ชอบคนที่แสดงเป็นลูซี่มากๆ Mylène Jampanoï
 
08/08/12 - 4 Months, 3 Weeks and 2 Days (Cristian Mungiu/  Romania, Belgium/ 2007) - 3/5
   หนังปาร์มทองเมื่อปี 2007 และเห็นคนชมกันขรมแต่เรากลับเฉยๆกับหนัง ส่วนหนึ่งอาจเพราะไม่ได้มีความรู้ถึงสภาพบ้านเมืองโรมาเนียในยุคเผด็ญการที่เป็นยุคเดียวกับในหนังมากนักรวมไปถึงส่วนตัวเราเฉยๆกับเรื่องการทำแท้งอยู่แล้วที่ไม่ได้รู้สึกบาปหรือผิดแปลกอะไรเพราะเราเชื่อว่ามันเป็นสิทธิ์ที่สามารถเลือกได้และไม่ควรจะมาบังคับกัน ซึ่งก็เข้าใจว่าหนังต้องการใช้กฏหมาข้อบังคับนั้นมาเป็นตัวสื่อประเด็นการกักขังและกดขี่ผู้อยู่ในสังคมโดยเฉพาะกับเพศหญิงในการปกครองที่ผู้ชายเป็นใหญ่แต่มันเป็นสารที่เราไม่ได้โดนปะทะอะไรกับมันมากมายนัก กลับกันส่วนที่เราชอบมากที่สุดของหนังกลับคือการถ่ายทอดมันออกมาด้วยภาพแบบสมจริง นิ่งเรียบลื่นไหลเหมือนมันคือเรื่องเล็กๆเรื่องหนึ่งในจุดเล็กๆจุดหนึ่งของโลกเท่านั้นเอง ใช้การเร้าอารมณ์ด้วยบรรยากาศและการแสดงของนักแสดงล้วนๆ(แบบเมพๆ)ไม่มีทั้งเพลงและการตัดภาพฉึบฉับ ปล่อยให้กล้องเป็นผู้ติดตามเหตุการณ์ๆหนึ่งแล้วให้ผู้ชมไปคิดตัดสินกันเอาเอง ฉาที่เป็นภาพจำของหนังมากๆคือฉากในห้องโรงแรมตั้งแต่การเจรจากันอย่างรุนแรงจนไปถึงการทำแท้งที่แสนเรียบง่ายสามัญ ฉากนี้พีคมาก
 
08/08/12 - ตามรักให้ถึงฝัน (สายหมอก/ ไทย/ 2554) - 0.5/5
    ลิลลี่คือเด็กป๋าขี้หึง เบนคือเด็กของเมียป๋าขี้หวง แต่ทั้งคู่ดันมาเจอกันแล้วรักกัน ความรักของทั้งคู่ทำให้ป๋าและเมียป๋ารู้สึกผิดแล้วกลับมารักและเข้าใจกัน

           ........ดัดจริตมากจ๊ะ............
 
 
 
 
13/08/12 - ค่าน้ำนม (เชาว์ มีคุณสุต/ ไทย/ 2524) - 1/5
    แปลกแหะ ดูไปไม่ได้รู้สึกถึงค่าน้ำนมและพระคงพระคุณของแม่อะไรเทือกนั้นเลย แต่กลับเห็นถึงการโบ้ยตีของชนชั้นปกครองในสังคมชนบทในยุคที่ยังไม่โลกาภิวัฒน์ไปเสียแทน กล่าวคือหนังเสนอภาพชนบทภายใต้กรอบสามัญที่เราถูดยัดเยียดให้รับรู้มาตั้งแต่เด็กๆด้วยสังคมที่มีความเชื่อและอยู่ในกรอบอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยแม้จะมีปัญหาอยู่บ้างแต่ก็เป็นเรื่องนิดๆหน่อยๆ ซึ่งจุดพลิกของเรื่องที่หนังใช้ก็คือการมอบบทตัวร้ายให้แก่ตัวแทนชาวบ้านที่น่านับถือซึ่งเหมือนจะเป็นการสร้างปมที่ดีแต่มันดันกลับมาเป็นการสับขาหลอกเมื่อในท้ายที่สุดหนังก็ยังย้ำกับเราอยู่ดีแหละว่าอะไรๆที่เป็นอยู่แบบนี้แหละมันดีที่สุดอยู่แล้ว จงอย่าได้คิดเปลี่ยนมันเลย โดยความน่าขนลุกที่สุดคือการที่หนังมอบหมายหน้าที่ผู้รักษานี้ให้แก่ที่ผู้เป็นแม่ ฉะนั้นแล้วความเป็นแม่ในหนังเรื่องนี้จึงเป็นสิ่งที่น่ากลัวที่สุดและเป็นอันตรายมากที่สุดไปโดยปริยาย

     นี่อาจเป็นการดูหนังโดยใช้สายตาของเรา ณ ปัจจุบันไปมอง เราเลยได้เห็นมันกลายเป็นหนังอีกแบบไปโดยสิ้นเชิง
 
13/08/12 - Koisuru Madori AKA. Tokyo Serendipity (Akiko Oku/ Japan/ 2007) - 2/5
     มันคือเรื่องบังเอิญในโตเกียว(ตามชื่อเรื่อง) บังเอิญขนาดไหน? ก็ขนาดที่น้องนางเอกนักเรียนอาร์ตย้ายออกจากบ้านเช่าเก่าไปเช่าห้องใหม่ที่มีชายหนุ่มนักวิจัยพืชผู้น่าหมายปองพักอยู่ชั้นบนของห้องตัวเอง แล้วไอ้ห้องนี้ก็ดันเป็นห้องที่ชายหนุ่มคนนั้นเคยใช้ชีวิตอยู่กับแฟนสาวที่หายตัวไปแบบไม่ร่ำลา ส่วนแฟนสาวคนนั้นก็ดันย้ายไปอยู่ที่บ้านเช่าเก่าของนักเรียนอาร์ตคนนี้อีกที ถ้ายังบังเอิญไม่พอ น้องนางเอกยังบังเอิญได้เป็นผู้ช่วยงานวิจัยของชายหนุ่ม บังเอิญค้นพบสารที่ชายหนุ่มศึกษาค้นหามาหลายปี(อารมณ์ประมาณความอาร์ตในวิทยาศาสตร์ที่ให้ความรู้สึกแปลกประหลาดมาก) แล้วบังเอิญทำเสียเรื่องเสียเองจนทำให้ชายหนุ่มได้เจอแฟนสาวที่กำลังจะไปอินเดีย แล้วก็บังเอิญบลาๆๆๆ หนังมันเล่นเรื่องความบังเอิญนี้แบบน่าสนใจบ้างน่าถีบบ้างสลับกันไป แล้วก็บังเอิญที่เราหยิบหนังเรื่องนี้มาดูเพราะเหตุผลเดียวคือ รินโกะ คิคูชิ ซึ่งก็น่าจะเป็นส่วนที่ดีที่สุดของหนังแล้วล่ะแม้ว่าหนังจะพยายามขายน้องอารากากิ ยูอิ อย่างเต็มสูบก็ตาม จริงๆเราคงจะสนุกกว่านี้ถ้ามีความรู้บ้างถึงบริบทต่างๆของความเป็นโตเกียวในเรื่อง แต่เราชอบตอนจบนะ ชอบรอยยิ้มของทุกคนในตอนจบ
 
14/08/12 - Elephant (Gus Van Sant/ US/ 2003) - 5/5
    ชอบมากทีเดียว จุดเด่นมากๆของหนังอาจคือการนำเสนอแบบหลากมุมตามแต่ละตัวละครในเหตุการณ์ๆเดียวกันที่ทำออกมาได้เหมาะกับประเด็นของหนังเองมากๆ ประเด็นอันว่าชีวิตและสังคมวัยรุ่นอเมริกันโดยใช้กล้องเป็นตัวแทนสายตาของผู้ชมผู้มีหน้าที่เพียงตามดูชีวิตของเหล่าวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งในวันธรรมดาวันหนึ่งเท่านั้น เราชอบที่หนังให้ภาพปลายเปิดทั้งตอนต้นเรื่องและท้ายเรื่อง ไม่มีการอ้างถึงที่มาหรือผลสรุปใดๆอย่างชัดเจนเพียงแต่ผู้ชมอาจจะสามารถหาหรือคาดเดาเอาเองได้ระหว่างทางของหนังกับภาวะและปัญหาของแต่ละตัวละครแต่ก็เป็นเพียงความเบาบางที่ได้แค่เพียงสัมผัสแผ่วเบาเท่านั้น มันเรียบง่ายแต่รุนแรง
 
16/08/12 - The Black Dahlia (Brian De Palma/ Germany, USA, France/ 2006) - 2.5/5
    โอเคหนังมันน่าเบื่อและสะเปะสะปะอย่างที่หลายๆคนเขาว่าจริงๆแหละโดยเฉพาะไอ้เรื่องรักๆคาวๆบ้าบอๆของไอ้ตำรวจทั้งคู่นั่นน่ะ (ซึ่งขอด่าเหมารวมไปถึงสกาเล็ตและสแวงค์ด้วยที่ไม่มีอะไรให้น่าจดจำเสียเลยในเรื่องนี้) แต่สิ่งเดียวที่ยึดเราให้ติดกับหนังได้คงเป็นเรื่องราวของ อลิสซาเบธ ชอร์ต และการแสดงของ Mia Kirshner เราตื่นเต้นทุกครั้งที่เห็นภาพขาวดำในการแสดงของเธอ การมาแบบไม่ทันรู้ตัวและจากหายไปแบบไร้การจดจำของเธอและโดยเฉพาะสายตาของเธอที่เราว่ามันคือสิ่งมีชีวิตเดียวในหนังเรื่องนี้
 
 
18/08/12 - เพื่อนไม่เก่า (เกรียงไกร วชิรธรรมพร/ ไทย/ 2554) - 3/5
   ฮะ ผมดูเพราะน้อง ครีม นภัสสร ฮะ ชอบการแสดงของเธอมากๆในรักจัดหนักและเรื่องนี้เห็นคนเขาชมกันก็เลยเอามาดู ครับแล้วก็พบว่าเห็นด้วยดั่งที่หลายๆคนว่าไว้ครับสำหรับน้องครีม และหากตัดเรื่องวงออกัสออกไปเพราะไม่ได้เป็นแฟนคลับก็พบว่าหนังคงเหมาะกับวัยรุ่นมากกว่า มันดูเพ้อๆที่เหมาะกับช่วงวัยหนุ่มสะรุ่นมากกว่าอันเป็นช่วงที่ไฟชีวิตและความฝันนั้นมีขนาดอันลิมิต แม้ไม่สามารถอิงแนบกับกลุ่มตัวละครหลักได้แต่ก็ยอมรับว่าหนังไม่ได้แย่อะไร จังหวะมันลงตัวดีอันมารองรับความฟุ้งๆของมันได้อย่างพอดิบพอดี
 
 
18/08/12 - Gosford Park (Robert Altman/ US, UK, Italy/ 2001) - 4/5
   หนังอัศจรรย์ดีจังกับการให้นักแสดงหลักเป็นขโยงมาอัดยัดในบ้านหลังเดียวซึ่ง ทั้งหมดสามารถแยกย่อยออกได้เป็นสองกลุ่มก้อนชัดเจน หนึ่งคือชนชั้นสูงและอีกหนึ่งคือเหล่าคนรับใช้ ความสนุกของหนังคือการให้เหล่าตัวละครนี้มาถกเถียงกันไปเรื่อยๆเปื่อยๆ จิกกัด ริษยาหรือแม้แต่นินทาคนอื่นอันครอบคลุมไปในหลายเรื่องราวเพื่อให้เราๆคนดู เดากันไปว่าใครเป็นอย่างไรและผู้ใดมีสิทธิ์เป็นฆาตกรได้บ้าง ที่เด็ดสุดคือการสนทนาของเหล่าคนรับใช้ที่บ้างอ้างอิงไปถึงเหล่าผู้ดีที่ตัวเองรับใช้อยู่ยาวไปถึงการแบ่งชั้นการเองอีกทีของเหล่าคนรับใช้ สนุกเพลิดเพลินดีแม้การเฉลยจะไม่ได้เหนือความคาดหมายนักก็ตาม
 
19/08/12 - ส.ค.ส สวีทตี้ (ฤกษ์ชัย พวงเพ็ชร์/ ไทย/ 2554) - 3/5
19/08/12 - วาเลนไทน์ สวีทตี้ (ฤกษ์ชัย พวงเพ็ชร์/ ไทย/ 2555) - 3.5/5
    หนังมันเต็มไปด้วยคนเก๋ๆ ชิคๆ คูลๆ และเรื่องราวที่ฟุ้งๆ เฟ้อๆ เริดๆ ที่เล่าเรื่องแบบฉากต่อฉากตามสไตร์ ผกก ยอร์ช ตลกบ้าง ขำขื่นบ้าง โดนบ้าง รำคาญบ้างปะปนกันไป แต่เราชอบไอ้กลุ่มนักแสดงกลุ่มนี้นะ มันดูเข้ากันได้ดีด้วยการแสดงแบบเก๋ๆคูลๆแบบนั้นแหละด้วยการพูดห้วนๆ กวนๆแบบหน้าตายซึ่งมันก็เป็นกันทุกตัวโดยที่เราก็ไม่รู้ว่าจะนิยามมันว่าอะไรดีแต่ชอบมากๆจนฝันอยากเห็นกลุ่มนักแสดงและผู้กำกับกลุ่มนี้สร้างกลุ่มที่แข็งและเป็นจุดขายได้อย่างกับกลุ่มอพาโทว์ (ซึ่งจริงๆคงเป็นไปแล้วแหละเพียงแต่เราเพิ่งมารู้สึกและยังไม่ได้ดู "คืนวันเสาร์ ถึงเช้าวันจันทร์")
 
19/08/12 - Life Without Principle - (Johnnie To/ HK/ 2011) - 5/5
 
   (ดูนานแล้ว เพิ่งได้เขียน ขอบรรทัดเดียวจบ)

     ดูจบอยากไปหาหนังของพี่ตู้ทั้งหมดมาไล่เรียงดูควบคู่ไปกับศึกษาสภาพเศรฐกิจ, การเมือง, บ้านเมืองและสังคมของฮ่องกงควบคู่กันไปเลยทีเดียว เรื่องนี้แกจับเอาวิกฤษยูโรมาสะท้อนกับผลกระทบสังคมทุนนิยมในฮ่องกง สนุกดี
 
 
21/08/12 - The Love Ranger (Goushi Kawano/ Japan/ 2011) - 1/5
 
    (ดูนานแล้ว เพิ่งได้เขียน ขอบรรทัดเดียวจบ)

     หนังเลวมาก ต่ำช้าต่ำตมมาก แต่ความคัลท์ของมันนี่กูยอมศิโรราบจริงๆ มึงกล้ามากจนอยากแนะนำให้ไปหามาดู (อย่าดูอย่างอื่น ดูเอาคัลท์อย่างเดียวพอ)
 
 
 
24/08/12 - Gnomeo & Juliet (Kelly Asbury/ UK, US/ 2011) - 3.5/5
   
     (ดูนานแล้ว เพิ่งได้เขียน ขอบรรทัดเดียวจบ)

     เก๋ น่ารักและสนุกดี เป็นการนำเรื่องราวน้ำเน่ามาตีความใหม่ที่สร้างสรรค์มาก ชอบฉากคุยกับรูปปั้นเช็คสเปียร์
 
 
 
26/08/12 - Crazy, Stupid, Love (Glenn Ficarra, John Requa/ US/ 2011) - 3.5/5
     (ดูนานแล้ว เพิ่งได้เขียน ขอบรรทัดเดียวจบ)

     แม้จะไม่มีอะไรแปลกใหม่ แต่เราเพลิดเพลินกับหนังมากทีเดียวโดยเฉพาะกลุ่มนักแสดงหลัก
 
 
 
 
31/08/12 - Red (Robert Schwentke/ US/ 2010) - 3.5/5
   
     (ดูนานแล้ว เพิ่งได้เขียน ขอบรรทัดเดียวจบ)

     การได้เห็นกลุ่มนักแสดงรุ่นเก๋ามาเล่นหนังแอ็คชั่นร่วมกันเป็นสิ่งที่น่าจดจำที่สุดในหนังเรื่องนี้ (แม้จะอีเดียตมากที่พี่วิลลิสได้แฟนเด็ก)
 
 
 

Comment

Comment:

Tweet

insect in the backyard ไฟล์เดียวกัน
ดูไปก็รู้สึกผิดไป
แล้วก็สาบแช่ง "คนพวกนั้น" ไป 

#3 By keaaaa on 2012-09-09 15:07

Tokyo Serendipity บรรยากาศสวยดีครับ
แต่ดูไม่จบ ฮา
Martyrs น่าดูมั่กๆ ต้องไปหาซะแว้ว
ป.ล. ยังคงได้ดูหนังเยอะดีเหมือนเดิมนะครับ น่าอิจฉาจัง^^Hot! confused smile

#1 By omega on 2012-09-06 12:39