03/11/12 - Drama (Matias Lira/ Chile, Argentina/ 2010) - 3/5
 
    หนังว่าด้วยนักเรียนการแสดงเพื่อนรัก 3 คนที่ใช้ชีวิตจริงเป็นพื้นฐานในการแสดงที่เริ่มต้นจากความสนุกจนกลายเป็นเหตุแห่งการกระเทาะปมความเจ็บปวดในอดีตที่ตามมาหลอกหลอน มันคือหนังเก๋ๆที่มีคนหล่อสวยมาแก้ผ้าร่ายบทกวีให้ดู โชคดีที่ตรรกะเรื่องอินเนอร์การแสดงนั้นเราสามารถยอมรับได้ เลยพอจะสนุกกับทางที่หนังพาเดินไป
 
 
 
03/11/12 - Q AKA. Desire (Laurent Bouhnik/ France/ 2011) - 3.5/5
    มันคือ Visitor Q เวอร์ชั่นที่ใช้เพศหญิงแทนเพศชายและใช้เพศสัมพันธ์แทนความรุนแรงในสังคมที่เกี่ยวพันกันยุ่งเหยิง ความน่าสนใจของมันนอกเหนือจากฉากเซ็กซ์ที่เข้าขั้นเรต X แล้วคือการให้ภาพของคนในสังคมอันหลากหลายที่โดยมากจะอยู่ในเกณฑ์ไร้สุขทั้งนั้น ทั้งอีสาวเรียบร้อยที่อยากแรด, คู่รักห่างเหินที่ไมได้เอากันมานาน, คู่รักที่ร้างราแต่ยังเจ็บปวด, ชายมาดแมนที่นกเขาไม่ขันรวมไปถึงตัวนางเอกเองที่ดูเหมือนว่าการกระทำทั้งหมดนั้นมาจากปมที่อยู่ในใจส่วนตัวโดยการนำเสนอด้วยการแพนกล้องไปมาผ่านแต่ละตัวละครอันให้ความรูสึกถึงความข้องเกี่ยวสัมพันธ์กันตลอดเวลา รวมไปถึงกลิ่นอายความเป็นเฟมินิสส์ที่ให้รสกลมกล่อมและเย้ายวน
 
04/11/12 - โทน ( เปี๊ยก โปสเตอร์/ ไทย/ 2513) - 2/5
    อยากแขกหัวตัวเองที่หลับไปถึงสองครั้งสองครา ไม่น่าให้อภัยเอามากๆ ถามว่ารู้เรื่องไหมก็เชื่อว่ารู้เรื่องอยู่เพราะหนังไม่ได้แหวกขนบอะไรเกินจากที่เคยรับรู้เลย แต่สิ่งที่เสียดายมากๆสำหรับตัวเองคือเราไม่สามารถบอกได้เองว่าหนังเรื่องนี้มันสำคัญแค่ไหนอย่างไรนอกจากเรื่องหนังเปลี่ยนยุคจาก 16มม. พากย์สดเป็น 35มม. เสียงในฟิล์ม แต่สิ่งที่คิดเองจากการประมวณผลหลังดูจบเราคิดว่าหนังเรื่องนี้มันเหมือนจุดเชื่อมต่อระหว่างหนังยุคก่อนและหลังปี 2510 สังเกตได้จากการแต่งกายที่ย้อนยุคในเรื่องราวที่ทันสมัยขึ้น คงต้องไปซื้อแผ่นจากหอภาพยนตร์มาดูอีกรอบ เศร้าใจตัวเอง T-T (โอ้ว! Youtube มีให้ดูเต็มเรื่องเลย https://www.youtube.com/watch?v=0iB_2A8xB50)
 
05/11/12 - อุโมงผาเมือง (ม.ล.พันธุ์เทวนพ เทวกุล/ ไทย/ 2554) - 3/5
    ในฐานะคนที่ยังไม่เคยดูราโชมอนของคุโรซาว่า เรารู้สึกดีกับหนังมากกว่าที่คิดแหะ เราว่าหนังทำได้ดีในการนำเสนอเรื่องความดำมืดของจิตใจมนุษย์และการเอาตัวรอดเพื่อเหตุผลกลใดก็ตามแต่ แต่มันจะดีและเราอาจชอบมากกว่านี้ถ้ามันไม่มีตัวละครอย่างอานันทภิกขุตัวแทนของพุทธศาสนา ไม่ซิ! ตัวแทนของพระพุทธเจ้าเลยด้วยซ้ำเพราะเล่นจำลองประวัติพระพุทธเจ้ามาแบบตรงๆ โดยแทนที่จะไปเรียนรู้ทางธรรมไม่ข้องเกี่ยวกับทางโลกเหมือนตอนต้นเรื่อง พี่ท่านกลับทำตัวเป็นนักสืบแล้วเสือกเหมือนจะตรัสรู้ได้ซะงั้นเมื่อหนังจบลง ช่างย้อนแย้งสิ้นดี ยิ่งมาสมทบกับสัปเหร่อหน้าปุด้วยยิ่งแล้วใหญ่เพราะท้ายที่สุดหนังมันก็สรุปแบบแวรี่ไทยมากๆ  Together We Can มากๆที่ความจริงไม่ใช่เรื่องใหญ่และบางเรื่องไม่จำเป็นต้องรู้ขอเพียงแค่อยู่กับปัจจุบันก็พอ...ดูจบแล้วรู้สึกว่าพุทธศาสนานี่มันคือศาสนาของพวกไม่ยอมรับความจริงหรือเปล่าว่ะ?
 
05/11/12 - One for The Money ( Julie Anne Robinson/ US/ 2012) - 1/5
   
 
     เปิดให้แฟนดู จบปะ! จะเอาอะไรนักหนากับเรื่องราวของอดีตพนักงานขายยกทรงที่ได้มาเป็นพนักงานตามคนหนีคดีแบบหน้าตาเฉย!!!
 
 
 
 
07/11/12 - Skyfall (Sam Mendes/ US/ 2012) - 5++/5
    หากจะว่าถึงหนังชุดเจมส์ บอนด์สำหรับเราที่ติดตามแบบจริงๆจังๆก็คงเริ่มมาจากยุคของบอนด์เจ้าสำอาง Pierce Brosnan เริ่มจาก Golddeneye แล้วจบที่ Die Another Day โดยที่คุณภาพค่อยๆไต่ละดับลงมาเรื่อยๆซึ่งเราก็กลัวว่ามันจะเป็นแบบนั้นเมื่อมาถึงยุคบอนด์หน้าบูดของพี่ Daniel Craig ที่เริดมากในภาคแรก (Casino Royale) แล้วก็ร่วงในภาคต่อมา (Quantum of Solace) ซึ่งก็น่าดีใจที่ภาคล่าสุดนั้นมันกลับมาดีอีกครั้งและเราชอบมากพอๆกับภาค Casino Royale เลย

     หนังจับความสนใจเราได้ตั่งแต่แอ็คชั่นเปิดเรื่อง, Opening Title (กับเสียงร้องของ Adele) ร่ายยาวไปจนจบ (จะแผ่วบ้างก็คงในช่วงท้ายในบ้าน Skyfall ที่ดูยังไงมันก็แบตแมนชัดๆ) ความเพลิดเพลินบันเทิงใจอย่างที่สุดนอกเหนือไปจากบทภาพยนต์และการกลับไปเล่นกับสไตล์เก่าๆอันเปี่ยมสเน่ห์แสนเฉพาะตัวของหนังชุดเจมส์ บอนด์แล้วคือการได้ดูนักแสดงเก่งๆที่เรียกได้ว่าต้องมีซักตัวที่เข้าไปนั่ง อยู่ในใจคนดู เราได้พบกับ Q คนใหม่รับบทโดย Ben Whishaw ที่หล่อใสและสุดกวน (ที่หนังสามารถนำมาเล่นกับเรื่องความเก๋ากับมือใหม่ได้อย่างน่ารักในฉากวิ่งขึ้นรถไฟ), ได้พบกับซิลว่าของขาใหญ่ Javier Bardem กับผมทรงประหลาดและการแสดงน้อยแต่มากขั้นเทพ (หลายคนอาจชอบฉากวายฉากนั้น แต่สำหรับเราฉากจำมากๆของตัวละครตัวนี้คือฉากที่บ้าน Skyfall ในช่วงท้ายที่แกเดินไปที่โบสถ์อย่างเหนื่อยหอบแล้วหันหลังกลับมากบอกกับบอนด์ประมาณว่า "กูบอกแล้วว่าใช้แรงน่ะ! มันเหนื่อย!!!" แม่ง! เป็นฉากคีย์ของตัวละครตัวนี้เลยให้ตายเถอะ!) แม้แต่เซเวอรีนของ Berenice Marlohe ที่มาแค่เดี๋ยวเดียวยังสามารถใช้สายตาสะกดคนดูได้อยู่หมัดและสุดท้ายคนที่เราถวายตัวและใจพร้อมก้มลงกราบตีนให้เลยคือ M ของป้า Judi Dench แต่ละคำที่ออกจากปากตัวละครตัวนี้นี่สามารถเฉือนขั้วหัวใจให้ขาดสะบั้นแดดิ้นได้เลย โอ้ยยยยย

     สิ่งที่สะดุดพบอีกอย่างคือการที่หนังไม่พิรีพิไรเลยที่จะป่าวประกาศว่ากูคือขวา กูมัน Conservative กูทำเพื่อชาติ เพื่อควีนของกู (ฉากเอ็มตายนี้ชัดฉิบหายเลย) ไอ้พวก Liberal แม่งก็คือพวกที่ทำผิดพลาดจากพวกกูมาทั้งนั้นแหละ ซึ่งก็เป็นเหตุผลทำให้เรารู้สึกดร๊อปกับช่วงท้ายไปพอควร (เห็นสเตตัสหนึ่งของเพื่อนใน FB เข้าว่าไว้ว่า "เจมส์ บอนด์คือทูตทางวัฒนธรรมอย่างไม่เป็นทางการของอังกฤษ" ซึ่งก็น่าจะจริง) แถมหนังคงได้รับอิทธิพลมาจากหนังชุดแบตแมนของโนแลนมาเยอะมากทีเดียวที่ ในช่วงท้ายนี่แทบจะก๊อปกันออกมาเลย แบตแมน, อัลเฟรด, เบน, โจ๊กเกอร์นี่โผล่ขึ้นมาในหัวตลอด

     แต่ถึงอย่างไรก็ตาม บอนด์ภาคครบรอบ 50ปี ภาคนี้ได้กลายมาเป็นหนึ่งในภาคที่เราชอบมากที่สุดไปเป็นที่เรียบร้อย แม้จะไม่มีความรู้ในบางเรื่องที่หนังอ้างอิงไปถึงภาคเก่าๆ แต่เมื่อดูจบแล้วอยากไปหาบ๊อกซ์เซ๊ตมาดูให้ครบเลยทีเดียวเชียว
 
08/11/12 - ไกรทอง (เนรมิต, ฉลวย ศรีรัตนา /ไทย/ 2513) - 3.5/5
   โอ้มาย! เอฟเฟกต์ดีกว่าภาคพี่วินัย ไกรบุตรร้อยเท่า สนุกว่าภาคพี่วินัย ไกรบุตรพันเท่า, น่ากลัวและขนลุกมากกว่าภาคพี่วินัย ไกรบุตรหมื่นเท่าและอีโรติกมากกว่าภาคพี่วินัย ไกรบุตรแสนเท่า ห่าเอ้ยยยยย!!!!! หนังเอฟเฟกต์บ้านๆแต่ทำออกมาได้ดีว่าซีจีเสียอีก การันตีโดยไชโยภาพยนต์ เจ้าของเดียวกับ หนุมานพบ 7 ยอดมนุษย์!!!

     จากที่ดูมา 2 เวอร์ชั่นเราพบว่าภาควินัย ไกรบุตรนั้นตัดต่อเสริมแต่งหลายสิ่งอันจากวรรณคดีมาเยอะมากทีเดียวเมื่อดู จากเรื่องราวจริงๆของไกรทองแล้วหนังภาคนี้น่าจะเล่าตามวรรณคดีเยอะและตรงกว่าแต่สารที่ส่งมอบยังคงคล้ายๆกันนั่นคือความเป็นใหญ่ของมนุษย์เพศชาย จะว่าไปไกรทองนี่เป็นตัวละครอีกตัวในหลายๆตัวในวรรณคดีไทยที่มีพฤติกรรมเช้าชู้ (แต่อาจเลวกว่าอหน่อยตรงที่มักมากในกามและไม่แคร์ไม่สนความรู้สึกเพศหญิง) จนเราเกิดความสงสัยส่วนตัวว่าทำไมตัวละครชายในวรรณคดีไทยมักเจ้าชู้? ซึ่งกำลังพยายามหาคำตอบอยู่
 
10/11/12 - เตียงคู่ กู้รัก (ปาญญาณี/ ไทย/ 2555) - 2/5
        เรื่องราวของบัณฑิตจบใหม่ดีกรีเกรดนิยมแต่ตกงาน พยายามหางานจนไปได้งานที่บริษัท "เตียงคู่ กู้รัก" บริษัทช่วยคู่รักที่กำลังระหองระแหงให้กลับมาดีกัน (อันมีที่มาที่ไปของบริษัทสุดคัลล์) และเพราะมัวแต่ดูแลคนอื่นอยู่ แฟนเธอเลยดันมีชู้กับสาวอีกคนซึ่งเรื่องน่าขันก็คือชู้ของเธอดันเป็นคู่เลสของเธอเองอีกทีจนเราไม่รู้ว่าเธอเสียใจด้วยเหตุผลอะไรระหว่างเสียแฟนกับเสียคู่เลส? แล้วสุดท้ายการดูแลลูกค้าของเธอก็สัมฤทธิ์ผล (ด้วยวิธีกลใจคงทราบกันดี) จนเธอถึงกับเอ๋ยปากออกมาว่า "หนู๋ได้เจองานที่หนู๋รักแล้วววว" พร้อมกับรอยยิ้มแก้มปริ อืมมมม

     ความน่าสนใจของมันคือการจับห้วงวัยของวัยรุ่นหลังเรียนจบออกมา ห้วงที่ทุกคนต้องตะเกียกตะกายให้ได้และตามให้ทันเพื่อนในรุ่นเดียวกันรวมไปถึงการพบกันของวิถีแบบเก่ากับแบบใหม่โดยการใช้คุณไสยมาเป็นเครื่องมือในการสร้างรัก มันย้อนแย้งอย่างน่าสนใจดี

     งานสร้างยังคงมาตรฐานความง่อยเปลี้ยเหมือนเดิม แต่ฉากเลสเบี้ยนช่วงท้ายๆเราว่าดีนะ (อนึ่ง ดีไม่ดี พิมพ์ พิมพ์พลอย กับ แพตตี้ ตรีชยา อาจมาแทนน้องแน็ทกับเชอรี่ได้เลยนะ)
 
11/11/12 - หนุมาน พบ 7 ยอดมนุษย์ (สมโพธิ แสงเดือนฉาย, โชเฮอิ โทโจ/ ไทย, ญ๊่ปุ่น/ 2517) - 2/5
    ในฐานะที่เป็นแฟนแดนตายอุลตร้าแมนเมื่อครั้งเยาว์วัยจำได้ว่าเคยดูเรื่องนี้ มาหลายรอบและตื่นเต้นกับมันมาก แต่เมื่อเวลาเปลี่ยน ความคิดความอ่านของคนก็เปลี่ยน(กูเอง) มาดูในตอนนี้เราพบว่าหนังมันสุดขั้วในเรื่องพุทธศาสนา, คุณงามความดีแถมยังติดความเป็นลัทธิคณาธิปไตยอย่างหนัก ตั้งแต่การให้เหล่าอุลตร้าแมนนับถือศาสนาพุทธ (หมายรวมไปถึงรูปหน้าของอุลตร้าแมน 1 ที่ถอดแบบมาจากพระพุทธรูปเลย) มาจับมือกับหนุมาน (สมุนเจ้าอย่างพระราม) ที่กำเนิดมาจากการตายของเด็กที่ช่วยรักษาพุทธศาสนา ร่วมมือช่วยกันกำจัดสัตว์ประหลาดที่ผุดขึ้นมาจากความทดลองที่ผิดพลาดของมนุษย์เองด้วยซ้ำ แล้วพอไปค้นดูประวัติของอุลตร้าแมนดูมันก็ยิ่งตอกย้ำเรื่องนี้เค้าไปใหญ่ พวกเขาสามารถสร้างพลังงานความร้อนขึ้นทดแทนพระอาทิตย์และมีพละกำลังมหาศาล เลยตั้งตนเป็นผู้ปกครองเหนือแกเล็คซี่!! ส่วนหนุมาน (ย้ำ! สมุนเจ้า) สามารถใช้อำนาจไปต่อรองกับพระอาทิตย์ให้ไม่ขึ้นได้ หรือนี่แหละหนอคืออำนาจที่มองไม่เห็น หุหุ

     ฉากรุมกระทืบสัตว์ประหลาดช่วงท้ายทำให้เรารู้สึกไปถึงวันที่ 6 ตุลา 19 แม้หนังมันจะมาก่อนกาลจากวันดังว่าก็ตาม
 
12/11/12 - Rabies (Aharon Keshales, Navot Papushado/ Israel/ 2010) - 3.5/5
 
    เซอร์ไพร์สมากที่ได้พบหนังแบบนี้จากอิสลาเอล เป็นหนังสไตร์ "เลี้ยวผิดชีวิตวอดวาย" ที่ตื่นเต้นและลุ้นแบบเกินความคาดหมายโดยที่เราไม่จำเป็นต้องไปทราบถึงที่มาที่ไปใดๆของตัวละครเลยขอแค่เรารู้เพียงว่าพวกเขาทำพลาดและกำลังจะถูกจัดการ แต่จะด้วยวิธีกลใดหรือจากใครนั้น ความสนุกมันอยู่ตรงนั้นนั่นแหละ แถมหนังยังเปิดและปิดเรื่องด้วยช่องว่างไว้ให้เราเติมเองอีก สุดดี
 
 
15/11/12 - Battle in Heaven (Carlos Reygadas/ Mexico, Belgium, France, Germany, Netherlands/ 2005) - 4/5
     เล่นเอาอึ้งรับประทานตั้งแต่เปิดเรื่องกับการโอฐกามอันไร้สุขแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย แล้วหนังก็ไปว่าด้วยเรื่องของความรู้สึกผิดที่ตามหลอกหลอน ค่อยๆกัดกินชีวิตที่แม้การระบายออกก็ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น หนำซ้ำมันยังเป็นการเร่งเชื้อไฟให้ประทุแรงขึ้นอีกด้วยการรักษาความลับซึ่งกันและกันโดยใช้ร่างกายเป็นข้อแลกเปลี่ยน ข้อแลกเปลี่ยนที่ไม่มีวันยั่งยืน สุดท้ายก็ต้องพบกับการไถ่บาปที่สาหัสสากรรจ์

     นี่คือหนังเรื่องแรกของเรกาดาสที่เราได้ดู (ก่อนที่จะได้ดู Post Tenebras Lux ศุกร์นี้ที่เวิร์ลฟิล์ม) หนังรุนแรงหนักหน่วงด้วยงานภาพและประเด็น เราชอบการเคลื่อนกล้องของหนังเรื่องนี้ การตั้งกล้องอยู่กับที่แล้วใช้วิธีการแพนกล้องนั้นให้ความรู้สึกไม่ต่างจากตัวละครที่ได้พบเจอแต่ทางตัน (จะเว้นก็ตอนช่วงท้ายเมื่อตัวละครได้ไถ่ถอนบาป) การใช้เสียงต่างๆ เช่นเสียงนาฬิกาที่เหมือนดังระเบิดเวลาที่รอเวลาแตกออกและสัญญะของแว่นตากับการเปิดเผยความรู้สึกภายใน แม้ฉากจบจะดูสดใสฝุ้งเฝ้อแต่เมื่อมาลองคิดดูอีกทีมันก็เหมาะควรแล้วนี่ในการมอบมันกับตัวละครที่ทนทุกข์ หากเราไม่ใจร้ายเกินไป
 
 
 
 
22/11/12 - I Killed My Mother (Xavier Dolan/ Canada/ 2009) - 5++++/5
    เอามาดูโดยพลันหลังจากฟินแดกกับ Laurence Anyways ซึ่งเราก็พบว่าหนังทั้งสองเรื่องมีอะไรหลายๆอย่างคล้ายกันมาก ทั้งในเรื่องความสัมพันธ์แบบดึงและผลักในเวลาเดียวกัน (ที่เปลี่ยนมาเป็นแม่-ลูกแทนคู่รัก) การเล่าเรื่องดำเนินเรื่องที่ไปในทิศทางเดียวกัน การใช้ภาพแสดงความรู้สึกรวมไปถึงโปสเตอร์ทางการที่ก็ยังออกแบบมาคล้ายๆกัน การที่ผู้กำกับทำหนังสองเรื่องคล้ายๆกันแต่ยังคงความน่าสนใจและสเน่ห์ไว้ได้นั้นย่อมไม่ธรรมดา แน่นอนนักแสดงหลักทั้งสอง (หนึ่งในนั้นคือตัวผู้กำกับเอง) แสดงได้อย่างน่ากราบทั้งคู่

     Heartbeats หนังคั่นกลางของทั้งสองเรื่องคงจะได้ดูเร็วๆนี้
 
25/11/12 - Zindagi Na Milegi Dobara (Zoya Akhtar/ India/ 2011) - 3/5
    หนังอินเดียที่ดูไม่ค่อยจะอินเดียเท่าไหร่เพราะเห็นจะมีแต่นักแสดงบางคนเท่านั้นที่ดูเป็นอินเดีย นอกนั้นไปอยู่ฝั่งยุโรปหมด หนังเดินไปด้วยเส้นเรื่องหลักที่มีกลิ่นอายแบบ Hangover ในแบบที่ไม่ได้เมาปลิ้นริ้นเรื้อนผสมกับหนังส่งเสริมการท่องเที่ยว (ในที่นี้คือสเปนที่มาครบทุกเทศกาลทั้งปามะเขือและวิ่งวัว) อันว่าด้วยเรื่องมิตรภาพระหว่างเพื่อนกับการเดินทางแก้ไขอดีต หนังดูได้เพลินๆ ฟิวกู๊ดตามประสาและยาวตามสไตร์หนังอินเดีย

     ปล. นางเอก Katrina Kaif สวยมากกกก เป็นส่วนผสมของอินเดียและอังกฤษที่ลงตัวจริงๆ
 

Comment

Comment:

Tweet

ช่วยดู แนทเชอรี่เซ็กซี่สุดฮ็อต / สามสาวเซ็กบอมส์ / เชอรี่ผู้หญิงบ้ากาม / แนท7ทีเชอรี่7หน ด้วยนะัครับ แล้วถ้ามีเวลาช่วยวิจารณ์หน่อย ขอบคุณครับ

#2 By ณภัทร (103.7.57.18|58.9.145.94) on 2012-12-28 02:06

ในนี้มีเรื่องเดียวที่ดูคือ Skyfall

อ่านไปอ่านมา อยากดู หนุุมาน และ ไกรทองเลยแฮะ

#1 By Navagan (103.7.57.18|110.49.241.130) on 2012-12-24 20:32